- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
ความน้อยเนื้อต่ำใจทางการเมือง
http://onopen.com
Sun, 18/04/2010 - 13:51 — โตมร ศุขปรีชา
เธอ-ผู้เป็นเหลืองและเกลียดทักษิณอย่างสุดใจขาดดิ้น, บอกผมเรียบๆว่า สิ่งดีที่สุดที่เธอยอมรับในตัวทักษิณก็คือ “ทักษิณ ทำให้ข้าราชการเป็นผู้รับใช้ประชาชนได้อย่างแท้จริง”
เธออธิบายต่อไปว่า ถึงเธอจะเป็นเหลือง ถึงเธอจะเกลียดชังเรื่องอื่นๆของทักษิณมากมายแค่ไหน แต่ก่อนยุคทักษิณ เธอยอมรับว่าการ ‘ไปอำเภอ’ ‘หรือ ‘ไปโรง พัก’ หรือ ‘ไปขนส่ง’ หรือ ‘ไปที่ดิน’ หรือไปติดต่อราชการอื่นๆ มันช่างเป็นเรื่องยากเย็นแสนสาหัส
เพราะในฐานะ ‘ชาวบ้านธรรมดาๆ’ ข้าราชการไม่เคยคิดแม้แต่จะชายหางตามามอง เว้นแต่ต้องมีเงินใต้โต๊ะ หรือมีเส้นสาย จึงจะได้รับการดูแลเป็นพิเศษ-และมันสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้กับชาวบ้าน ธรรมดาๆมาเนิ่นนานนับร้อยปี
นี่คือเรื่องที่ดูเผินๆเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ไม่จริงหรอกหรือ ว่าคนในโลกล้วนให้ความสำคัญกับปัญหาที่อยู่ตรงหน้ามากกว่าปัญหาใหญ่ๆเชิง โครงสร้างอื่นๆ คนจำนวนมากไม่ได้ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความคิดว่าจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินกันทุก เช้าหรอก แต่เมื่อพวกเขารับรู้และสัมผัสได้ว่าปัญหาที่อยู่ใกล้ๆตัวได้รับการแก้ไข กำจัดไป พวกเขาย่อมจะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นประโยชน์กับตัวเอง
บางที-เรื่องเล็กๆทำนองนี้ แท้แล้วเป็นสิ่งที่เราควรพิจารณากันให้ลึก
2
ฝ่ายแดงบอกว่า นี่คือการต่อสู้ทางชนชั้น คำถามที่เกิดขึ้นกับผมก็คือ-แล้วมันคือการต่อสู้ทางชนชั้นแบบไหน?
ไม่ว่าจะเป็นแบบฝรั่งเศสที่ลุกฮือขึ้นมาเพราะต้องกินเค้กแทนขนมปัง (ไม่ฮา!) หรือแบบมาร์กซ์ที่เป็นการต่อสู้ระหว่างชนชั้นแรงงานกับชนชั้นสูงนั้น ผมว่ามันไม่เข้ากันกับสังคมไทยในปัจจุบันนี้สักเท่าไหร่
เพราะถ้าเอาโมเดลในประวัติศาสตร์ตะวันตกมาจับ คนจำนวนมากจะไม่เข้าใจว่าทำไมคนที่ดูเหมือนอยู่ใน ‘ชน ชั้นสูง’ อย่างทักษิณ ชินวัตร และครอบครัว หรือคนที่ถูกขนานนามว่าเป็นไฮโซอย่างดารุณี กฤตบุญญาลัย และคนอื่นๆอีกจำนวนมาก แม้แต่คนที่ ‘มีเชื้อเจ้า’ เป็นหม่อมนั่นหม่อมนี่-ถึงได้เป็นแดง ทำไมถึงได้ร่วมต่อสู้กับผู้คนยากจนขี่รถอีแต๋นที่แทบไร้ตัวตนบนแผ่นดินนี้
คนที่มีฐานะทางเศรษฐกิจแตกต่างกันมากขนาดนี้ มารวมตัวอยู่ใต้ธงการต่อสู้ผืนเดียวกันได้อย่างไร?
ถ้าให้ฝ่ายเหลืองตอบ พวกเขาจะตอบว่า ก็เพราะไอ้พวกรากหญ้าน่ะ-เอาเงินมาซื้อได้น่ะสิ
แต่ถ้าให้ฝ่ายแดงตอบ พวกเขาจะตอบว่า ก็เพราะพวกเราต่างรวมตัวกันต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยน่ะสิ
ผมคิดว่า คำตอบอันไม่อาจประนีประนอมกันได้ทั้งสองคำตอบนี้ ต่างเคลือบไปด้วย ‘มายาคติ’ หรือ Myth ที่ต่างฝ่ายต่างสร้างขึ้นมา ‘ย้อม’ ตัวเอง ทั้งย้อมเพื่อให้เกิดความฮึกเหิม และย้อมเพื่อสร้างความ ‘เป็นอื่น’ ให้กับอีกฝ่ายหนึ่ง เช่นฝ่ายหนึ่งก็บอกว่าอีกฝ่ายซื้อได้ด้วยเงินเพราะเป็นคนจน มีคุณค่าความเป็นคนน้อยกว่าตัวเอง ส่วนอีกฝ่ายก็ไม่น้อยหน้า บอกว่าพวกเราต่อสู้เพื่อ ‘ประชาธิปไตย’ อีกฝ่ายต้องถูกล้มล้าง เพราะไม่เป็นประชาธิปไตย พวกชนชั้นกลางในเมืองจะไปรู้อะไร โดยรวมแล้ว จึงเป็นการสร้าง ‘ความเป็นอื่น’ ให้กับอีกฝ่าย จนถึงขั้นที่มองอีกฝ่ายว่าไม่ใช่มนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ชีวิต และความรู้สึกเหมือนตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าคำตอบไม่ใช่เรื่องประชาธิปไตยทั้งหมด ประชาธิปไตยเป็นแค่ ‘ธง’ ที่อยู่ตรงปลายทาง แต่ไม่ใช่สาเหตุ เพราะถ้าเราอยากได้ประชาธิปไตยกันจริงๆละก็ ฝ่ายแดงไม่ควรรอจนศาลตัดสินพิพากษาคดียึดทรัพย์เสร็จแล้วถึงออกมาประกาศ ‘สงครามครั้งสุดท้าย’ แต่ควรยกพลเคลื่อนเข้ากรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่แล้วและต่อไปเรื่อยๆจนกว่าประเทศนี้จะเป็น ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง บางคนบอกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปด้วยเหตุผลทางยุทธวิธี แต่ผมเห็นว่าเป็นการให้ความสำคัญกับ ‘วิธีการ’ และการประกอบสร้าง หรือ construct ‘พลัง’ มากเกินไป จึงเป็นการให้ความสำคัญกับ ‘กระบวนการ’ มากกว่า ‘เป้าหมาย’ หรือ ‘วิธี คิด’-ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องคุยกันอีกยาว-จึงขอละไว้ ก่อน เพราะการเรียกร้องประชาธิปไตย ก็ต้องทำอย่างประชาธิปไตยด้วย
สำหรับผม ต้นตอของปัญหาอยู่ที่เรื่องชนชั้นอย่างที่ฝ่ายแดงหยิบยกขึ้นมาต่อสู้นั่น แหละครับ แต่ไม่ใช่ชนชั้นในเชิงกรรมาชีพกับคนชั้นสูงเหมือนในยุโรปหรอกนะครับ เพราะทุกวันนี้คนที่มีสถานะพอจะเป็น ‘ชนชั้นสูง’ ได้อย่างแท้จริงเหมือนยุคฟิวดัล คือไม่ต้องทำงานอะไรเลยก็มีกิน และมีข้าทาสบริวารคอยรับใช้นั้น แทบไม่เหลือแล้ว คนจำนวนมากกลายเป็นชนชั้นกลาง ซึ่งเอาเข้าจริงก็คือชนชั้นแรงงานแบบหนึ่ง แถมยังน่าสงสารในทางความคิดมากกว่าชนชั้นแรงงานในโรงงานเสียอีก เพราะอ่อนแอกว่า ไม่มีฐานคิด เนื่องจากถูกครอบงำด้วยวิธีคิดแบบปัจเจกชน เป็น Individualism ไม่เป็น Collectivism เหมือนชนชั้นแรงงานที่แม้ดูเผินๆเหมือนแต่ละคนไม่มีอำนาจ แต่สามารถรวมตัวกันเป็นสหภาพได้ตามฐานคิดแบบสังคมนิยม ขณะที่ชนชั้นกลางในเมืองแทบไม่มีบริษัทไหนมีสหภาพแรงงานเลยเพราะไปสมาทาน Individualism และวันๆ กิจกรรมที่ทำก็คือการบริโภค
แล้วชนชั้นที่ว่าคือชนชั้นแบบไหนล่ะครับ?
คำตอบแบบโง่ๆของผมก็คือ ชนชั้นที่สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้คนอื่น กับชนชั้นที่สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้ตัวเองยังไงล่ะครับ!
ความน้อยเนื้อต่ำใจเกิดจากความรู้สึกว่าตัวเอง ‘ถูกกระทำ’ โดยเกิดขึ้นทีละเล็กทีละน้อย ค่อยๆสั่งสม มันไม่ใช่แค่เรื่องความยากจนหรือเป็นชนชั้นล่างของสังคมเท่านั้น แม้คุณจะร่ำรวย เป็นชนชั้นสูง (เช่น ‘มีเชื้อเจ้า’ ตามคติที่นิยมการสืบเชื้อสาย) ก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจสั่งสมขึ้นมาได้ มันอาจเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจทางสังคม ทางวัตรปฏิบัติ ทางเศรษฐกิจ ทางรสนิยม หรือทางไหนก็ได้ อาทิเช่น คนที่ไม่ได้เติบโตมาในวัง ย่อมไม่มีวันเข้าใจขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมที่ถูกยกย่องว่าเป็น ‘ขั้นสูง’ ได้ แต่เมื่อทำมาหากินจนรวยล้นฟ้าขึ้นมา ย่อมต้องเข้าไปคลุกคลีกับขนบธรรมเนียมพวกนี้ แต่ก็ถูกค่อนขอดค่อนแคะอยู่เสมอว่าเป็นได้แค่ ‘พ่อ ค้า’ หรือแม้แต่จะเป็นไฮโซก็ไม่ได้ เป็นได้แค่ไฮซ้อ หรือถึงจะเป็นเจ้า ก็เป็นเจ้าปลายแถว-อะไรทำนองนี้
ในเวลาเดียวกัน คนชั้นล่างนั้นถูกกระทำจนเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจเสมอมาอยู่แล้ว ที่เห็นได้ชัดที่สุด ก็คือถูกกระทำจาก ‘ข้าราชการ’ ที่พูดได้ว่าเป็นขี้ข้าประชาชน เนื่องจากมีกินมีใช้อยู่ได้ก็ด้วยภาษีของประชาชน แต่กลับทำตัวเหมือนเป็นเจ้าเป็นนายของประชาชน แต่ในเวลาเดียวกัน ข้าราชการบางส่วนก็เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจได้เช่นกันถ้าถูกกระทำจากส่วน อื่นๆของสังคม ความน้อยเนื้อต่ำใจพวกนี้ เมื่อสั่งสมรวมตัวกันเข้า ในที่สุดก็กลายเป็น ‘ความน้อยเนื้อต่ำใจร่วม’ ของสังคม แบบเดียวกับจิตสำนึกร่วม โดยเฉพาะเมื่อมีพื้นที่ให้เกิดการแลกเปลี่ยนและ Identify ปัญหาของตัวเองเข้ากับคนอื่นที่เผชิญปัญหาคล้ายๆกัน
ปัญหาใหญ่ๆมักเกิดจากปัญหาเล็กๆที่กระทบถึงเนื้อถึงตัวผู้คนทีละเล็กละน้อย เมื่อแรงเหล่านี้สะสมตัว ในที่สุดก็เกิดแรงกระเพื่อมเป็นปฏิกิริยารุนแรงเหมือนแผ่นเปลือกโลกสร้าง แผ่นดินไหว การต่อสู้ที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่การต่อสู้ระหว่างชนชั้นสูง-ต่ำ ในเชิงเศรษฐกิจหรือสังคม แต่เป็นการต่อสู้ของชนชั้นที่มี ‘ความน้อยเนื้อต่ำใจ’ ไม่เท่ากัน จนก่อให้เกิด ‘ความน้อยเนื้อต่ำใจทางการเมือง’ ขึ้น
คำถามสำคัญถัดมาก็คือ แล้วใครเป็นผู้สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจเหล่านี้ขึ้นมาในสังคมไทย
คำตอบที่หลีกเลี่ยง ไม่ได้อันดับแรกก็คือ ‘คนอื่น’ โดยเฉพาะคนที่อยู่สูงกว่าในโครงสร้างสังคม มีโอกาสสูงมาก ที่คนเหล่านี้จะสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้กับผู้อื่นได้ ทั้งโดยจงใจและโดยไม่รู้ตัว การได้รับสิทธิพิเศษต่างๆแบบสองมาตรฐานที่มีอยู่จริง ไม่ใช่แค่สิทธิที่ไม่เท่าเทียมเล็กๆน้อยๆในชีวิตประจำวัน แต่หลายครั้งเกินเลยไปถึงเรื่องใหญ่ๆคอขาดบาดตายถึงชีวิต เช่น ผลกระทบจากโครงการใหญ่ๆของรัฐ การ (ไม่) ได้รับการรักษาพยาบาล การถูกไล่ที่ ฯลฯ แต่ถึงเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ ภาวะสองมาตรฐานก็ไม่ควรจะเกิดขึ้น
ดังนั้น จึงพูดได้ว่า ‘ภาพตัวแทนของระบอบอำมาตย์’ เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้คนเล็กคนน้อยในสังคมเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจสั่งสม จนกระทั่งกลายเป็นความน้อยเนื้อต่ำใจทางการเมือง ซึ่งถ้าหากชนชั้นอำมาตย์ยังมองไม่เห็นและไม่เข้าใจเรื่องที่ดูเหมือนเป็น เรื่องอารมณ์ความรู้สึกเล็กๆน้อยๆนี้ ความขัดแย้งรุนแรงก็จะดำรงอยู่
แต่ในเวลาเดียวกัน ยังมีอีกคำตอบหนึ่งที่เรามักละเลย นั่นคือเป็นไปได้อย่างยิ่งที่ตัวเราเองจะสร้างเมล็ดพันธุ์แห่งความน้อยเนื้อ ต่ำใจขึ้นมาด้วยตัวเอง เมล็ดพันธุ์แบบนี้เมื่อเกิดขึ้นก็มักทำให้เรามองโลกผ่านแว่นมายาคติบางชุด ยิ่งเป็นคนที่คิดว่าตัวเองมีความรู้มาก ฉลาดมาก มีตรรกะมาก ก็ยิ่งเป็นไปได้ที่จะหาเหตุผลให้มายาคติของตัวเองจนฟังดูน่าเชื่อถือมากทั้ง ต่อตัวเองและผู้อื่น ทั้งที่จริงๆแล้วเกิดขึ้นจากความน้อยเนื้อต่ำใจธรรมดาๆ ไม่ผิดจากคนที่ถูกกระทำในคำตอบแรกนั่นเอง
ผมคิดว่าในปัจจุบันนี้ สังคมไทยไม่อาจก้าวพ้นการแบ่งตัวเองออกเป็นฝ่ายต่างๆได้ และไม่ควร ‘พยายาม’ ก้าวให้พ้น ไม่ควร ‘พยายาม’ สมานฉันท์แบบปลอมๆด้วย สิ่งที่ควรจะเป็นไปก็คือสิ่งที่กำลังเป็นไป เราควรให้คนมีความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ว่าจะแตกต่างจากเรามากแค่ไหน ถึงเป็น Fundamentalist ดำจัดขาวจัดก็ต้องมีพื้นที่ยืนอยู่ได้ อย่ากังวลให้เป็นบ้าไปเลยครับ เพราะคนที่เป็นดำจัดขาวจัดนั้นมีอยู่ไม่มากนักหรอก คนที่มีอยู่มากที่สุด คือคนที่มีเฉดสีต่างๆ ที่ยืนอยู่ตามตำแหน่งต่างๆอย่างหลากหลายในสังคมต่างหาก และคนเหล่านี้คือคนที่จะสร้างพลังขึ้นมา ‘เอง’ ในที่สุด
คนฝ่ายต่างๆควรจะเข้มข้นในหลักการของตัวเอง ถ้าแบ่งเป็นสองฝ่ายอย่างที่เห็นในปัจจุบัน ก็ขอให้เห็นแย้งกันอย่างถึงที่สุด คนเหล่านี้จะได้คอยตรวจสอบกันและกัน แต่สิ่งที่เราทั้งหมดควรทำอย่างเร่งด่วนก็คือ-จงหยุดสร้างความน้อยเนื้อต่ำ ใจให้กันและกันได้แล้ว ไม่ว่าจะสร้างขึ้นด้วยวาจา การกระทำ หรือแม้แต่การคิด
เพราะการสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้คนอื่น-คือความรุนแรงชนิดหนึ่ง
และความน้อยเนื้อต่ำใจ-โดยตัวของมันเอง, ก็คือความรุนแรงชนิดหนึ่ง
ไม่ว่า ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะเกิดความรุนแรงหรือไม่ก็ตาม เราจำเป็นต้องสำนึกให้ได้ว่า เราเป็นสังคมที่ใช้ความรุนแรงต่อกันมานานแล้ว ผ่านการสร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้คนอื่นและตัวเอง และนั่นไม่มีประโยชน์อะไรกับการอยู่ร่วมกันเลย
เพราะความรุนแรงสร้างความรุนแรง และจะเกิดผลเป็นความรุนแรงยิ่งๆขึ้นไป
ตีพิมพ์ครั้งแรก: เนชั่นสุดสัปดาห์ วันที่ 19 มีนาคม 2553
