เครือข่ายธุรกิจชงตั้ง"กก.แก้ความเหลื่อมล้ำ"วาระเป็นชาติ ชู"อานันท์-หมอประเวศ"ปธ.

วันที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553 เวลา 20:58:40 น.  มติชนออนไลน์

แนะตั้งกก.ลด"ความเหลื่อมล้ำ"เป็นวาระแห่งชาติ เสนอ"อานันท์-หมอประเวศ"เป็นปธ. ใช้ระบบสวัสดิการเป็นทางออก

ชงนายกฯตั้งกก.แก้เหลื่อมล้ำ

เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับเครือข่ายภาคประชาชน และคณะกรรมการนักธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อมไทย จัดเสวนาในหัวข้อ "เศรษฐกิจเติบโตไม่ได้ ภายใต้สังคมที่ล้มเหลว" ที่ห้องประชุมประไพวิริยะพันธุ์ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด สาขาลุมพินี เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน พร้อมยื่นหนังสือถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เรียกร้องให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระเพื่อลดการเหลื่อมล้ำทางสังคมเป็นวาระแห่งชาติ โดยเสนอให้แต่งตั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี และ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธาน ให้มีกฎหมายรองรับคณะกรรมการชุดดังกล่าวจนกว่าจะมีการแก้ไขปัญหาได้ โดยไม่ให้หมดวาระตามอายุรัฐบาล และข้อเสนอต่างๆ ต้องมีผลตามกฎหมายให้รัฐบาลปฏิบัติตาม

ทั้งนี้ ในการเสวนา นายสมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐกิจยุคสารสนเทศ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมือง นอกจากจะส่งผลต่อเศรษฐกิจ ยังส่งผลต่อภาคธุรกิจต่างๆ เช่น ภาคการท่องเที่ยว โรงแรม ตลอดจนนักลงทุนที่จะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในไทยด้วย ขณะเดียวกันเห็นว่าการที่ภาคส่งออกไม่ได้รับผลกระทบเพราะยังมีการเติบโตในช่วงไตรมาส 1-2 เป็นเพราะฐานการส่งออกไม่ได้อยู่ใน กทม.หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นที่ท่าเรือ หรือสนามบิน จะได้รับผลกระทบแน่นอน และจะกระทบยาวเป็นลูกโซ่ไปยังภาคธุรกิจอื่นมากยิ่งขึ้น

แนะใช้สวัสดิการเป็นทางออก

"ปัญหาความวุ่นวายที่เกิดขึ้นมาจากความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง จึงส่งผลให้คนจำนวนมากตื่นตัวที่ต้องการจะเรียกร้องผลประโยชน์ให้ได้เท่าเทียมกัน โดยเห็นว่าทางเลือกที่จะเดินหน้าต่อไปมี 4 เส้นทาง คือ 1.ปฏิวัติประชาชน 2.กดขี่ปราบปราม 3.การประชานิยมสุดขั้ว ซึ่งผลที่ได้ก็คือ รัฐประหาร และ 4.ประชาธิปไตยมั่นคง โดยใช้ระบบสวัสดิการเป็นพื้นฐาน ซึ่งเป็นแนวทางเดียวที่จะเป็นทางออกได้อย่างแท้จริง" นายสมเกียรติกล่าว

นายสมเกียรติกล่าวว่า ช่องว่างในไทยมีหลายมิติ และเชื่อมโยงกับหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ ระบบเส้นสาย การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ การเข้าถึงข้อมูลข่าวสารต่างๆ เป็นต้น หากจะปิดช่องว่างที่เกิดขึ้นในทุกด้าน เช่น ชนชั้น รายได้ จะต้องนำ 2 เรื่อง เข้ามาดำเนินการ คือ 1.สิทธิ 2.สวัสดิการ หากดำเนินการตามนี้ ทุกคนจะได้รับสิทธิ และสวัสดิการอย่างเท่าเทียมกัน และจะสามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้ ขณะเดียวกันเห็นว่าจะต้องมีการปรับกติกาให้สอดคล้องกับสังคมมากยิ่งขึ้น โดยให้มีกฎหมาย และบังคับใช้กฎหมายไม่ให้เอาเปรียบแรงงานอย่างแท้จริง

คาดอีก5ปีได้รัฐบาลเป็นกลาง

นายสมเกียรติ พ้นภัย ตัวแทนเครือข่ายภาคประชาชน กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีใครเห็นภาพที่ชัดเจนในแผนปรองดองของรัฐบาลว่าจะดำเนินการในลักษณะใด เพราะยังไม่ทราบว่าส่วนประกอบอื่นในการดำเนินการให้ประสบความสำเร็จจะต้องมีอะไรบ้าง ทราบเพียงว่ารัฐบาลจะดำเนินการ ขณะเดียวกันเห็นว่าเรื่องความเป็นธรรมเป็นเรื่องใหญ่ รัฐบาลจะต้องให้ความเป็นธรรมกับประชาชน การเน้นที่จีพีดีเพียงอย่างเดียว ในขณะที่ประชาชนยังอดอยากอยู่ไม่มีประโยชน์

"ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องมีเวทีร่วมกัน แต่ไม่ใช่เวทีที่รัฐบาลตั้งขึ้นมา หากรัฐบาลตั้งก็ต้องเป็นรัฐบาลที่เป็นกลางในสายตาของประชาชน ไม่ใช่เป็นสีใดสีหนึ่ง ซึ่งกว่าจะเป็นไปได้ก็อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 5 ปี จึงจะได้รัฐบาลในลักษณะนี้อย่างแท้จริง" นายสมเกียรติกล่าว

นายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ความเหลื่อมล้ำมีทุกสังคม แต่ที่ผ่านมาถูกปล่อยให้นำมาใช้ในทางที่ผิด จึงถึงเวลาแล้วที่จะต้องแก้ไขก่อนที่มนุษย์วิปริต นำเรื่องนี้มาทำลายประเทศให้ล่มสลาย โดยเห็นว่าความเหลื่อมที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับประชาชนที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่ได้รับความเป็นธรรม และปัญหาที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือ ความเหลื่อมล้ำในเรื่องของรายได้ ของคนจนกับคนรวย ที่พบว่าห่างกันถึง 14 เท่า ซึ่งจะต้องหาวิธีปรับระยะห่างให้ใกล้กันมากยิ่งขึ้น

ที่ปรึกษานายกฯชี้เป็นจุดเริ่มต้น

ด้านนายอภิรักษ์ กล่าวว่า แผนปรองดองของรัฐบาล 5 ข้อ ระบุถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนค่อนข้างสูง เพราะรัฐบาลดำเนินการฝ่ายเดียวคงไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จึงต้องเปิดเวทีให้คนไทยเข้าร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งจะถือเป็นจุดเริ่มต้นที่จะให้คนไทยเข้าสู่กระบวนการ

นายอภิรักษ์กล่าวว่า การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันจะต้องมีการกระจายอำนาจ และสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน โดยคนที่รู้ปัญหาดีที่สุดในตอนนี้ คือประชาชนในพื้นที่ จึงจำเป็นต้องให้พื้นที่เป็นผู้พิจารณาปัญหา ขณะที่ส่วนกลางก็จะต้องเข้าไปดูว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่มีอะไร หากสามารถขยายโอกาสเข้าสู่สังคม ก็จะช่วยลดปัญหาความเหลื่อมล้ำได้ ขณะเดียวกันเห็นว่าการสร้างจิตสำนึก เคารพกฎหมาย ให้เป็นพลเมืองที่ดี จะช่วยขับเคลื่อนการเมืองไทยต่อไปได้