Make Peace Not War (๔)

+ถ้าพูดเรื่องสื่อ ตอนนี้ไม่ว่าจะเสื้อแดงดูสื่อของตัวเอง หรือเสื้อเหลืองดูสื่อของตัวเอง ก็กลายเป็นต่อว่ากันไปมาใช้ภาษาที่รุนแรง คนทั่วไปที่ฟัง หรือแม้กระทั่งกลุ่มเดียวกันเองที่ฟัง จะมีวิธีกรองหรือฟังอย่างไรให้ไม่ร้อนตามได้ไหม เพราะว่าภาษามันมีผลในการปลุกเร้าเหมือนกัน
         ที่เราเร่าร้อนตามก็เพราะว่าเรามีความคาดหวังบางอย่าง แล้วมันไม่เป็นไปตามคาดหวังของเรา ถ้าเราไม่ไปคาดหวังจากคนให้สัมภาษณ์เราก็จะไม่ทุกข์หรอก อีกอย่างเป็นเพราะเราไปยึดติดกับอะไรบางอย่าง เช่นเรายึดติดกับรัฐบาลของเรา พอนักการเมืองฝ่ายค้านพูดกระทบรัฐบาลของเรา เราก็ไม่พอใจ ถ้าเรายึดติดกับแกนนำนปช. พอรัฐบาลตำหนิแกนนำนปช. เราก็โกรธ ความยึดติด ถือมั่น เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะต้องเท่าทัน คือปุถุชนคงจะละวางความยึดมั่นไม่ได้ง่ายๆ แต่ว่าให้รู้ทัน  รวมทั้งมองเห็นว่ามันเป็นเช่นนั้นเอง เราจะหวังอะไร เขาเป็นฝ่ายค้านเขาก็ต้องวิจารณ์รัฐบาลที่เราเชียร์อยู่แล้ว เขาเป็นรัฐบาลเขาก็ต้องวิจารณ์แกนนำนปช.อยู่แล้ว มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นเรื่องธรรมดา เราจะทุกข์ไปทำไม เพราะเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันจะต้องเป็นอย่างนั้น 
         อย่าลืมว่ามันเป็นบทบาทที่เขาต้องเล่น เราก็ต้องรู้นะว่านี่คือบทบาทที่เขาเล่น อย่างฮุนเซ็นมาประชุมผู้นำลุ่มน้ำโขงเจอกับคุณอภิสิทธิ์ เขาก็ยิ้มให้ เขย่ามือกับคุณอภิสิทธิ์ อวยพรวันเกิด แต่พอเขาไปถึงเขมรเขาก็ต้องพูดถึงคุณอภิสิทธิ์อีกแบบ เพื่อหาเสียงกับประชาชนของเขา เพียงแต่เขามาเมืองไทยเขาก็ต้องเล่นอีกบทหนึ่ง เพื่อจะได้เจรจาต่อรองเรื่องลุ่มแม่น้ำโขงได้ เราก็ต้องตระหนักว่านี่ก็คือละคร เขาสวมบทแกนนำนปช.เขาก็ต้องพูดอย่างนี้ ไม่อย่างนั้นเขาก็อยู่ไม่รอด ถ้าคุณเป็นแกนนำนปช.แล้วคุณพูดอ่อนๆ อีกสองสามวันคุณก็อาจจะไม่ได้เป็นแกนนำ (หัวเราะ) ถ้าคุณเป็นรัฐบาลแล้วคุณพูดอ่อนไปประชาชนก็ว่าคุณ  แต่เบื้องหลังถ้าเจอกันเขาก็อาจจะตบหลังตบไหล่กันก็ได้ เราไม่รู้

+ถ้ามองให้ทะลุถึงความเป็นเช่นนั้นเองแล้วจะเป็นอย่างไรต่อ รู้แล้วพอเหรอคะ อาจจะไม่พอสำหรับคนรับสื่อหรือเปล่า
         คนที่จะมองว่าเป็นเช่นนั้นเองมีน้อย เพราะฉะนั้นต้องรู้จักปล่อยวาง คือคุณดูข่าวแล้วเครียดก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่พอดูเสร็จแล้วกลับไปกินข้าว หรือไปทำงาน ถ้ายังแบกมันเอาไว้ แล้วยิ่งแบกยิ่งทุกข์ แล้วเราสังเกตไหมว่า ยิ่งเราเกลียดอะไร เรายิ่งยึดติดสิ่งนั้น เราเกลียดใครก็ตาม เราก็คิดถึงคนนั้นบ่อย อย่างที่บ้านญาติอาตมา พี่สาว กับน้องสาว เชียร์คนละสี พี่สาวเชียร์เสื้อเหลือง น้องสาวเชียร์เสื้อแดง ช่วงก่อนเกิดสงกรานต์เลือดเสื้อแดงล้อมทำเนียบ พี่สาวเห็นน้องสาวดูโทรทัศน์การชุมนุมของเสื้อแดง พี่สาวก็ไม่พอใจ บอกว่าดูมันทำไมไอ้พวกนี้ แล้วก็ด่า น้องสาวซึ่งชอบเสื้อแดงรู้สึกรำคาญ ไม่อยากต่อล้อต่อเถียงด้วยก็เลยเดินออกไป หายไปสักชั่วโมงหนึ่ง กลับมาที่โทรทัศน์ ปรากฏว่าพี่สาวดูแทน ดูช่องเดียวกัน แล้วพี่สาวดูไปก็ด่าไป  แปลกไหม คุณไม่อยากให้น้องสาวดู แล้วคุณดูทำไม คุณไม่ชอบเสื้อแดงแล้วคุณดูทำไม ดูอย่างเดียวไม่พอ ดูไปด่าไป ในเมื่อดูแล้วมีความทุกข์แล้ว ทำไมถึงดูไม่เลิก คือยิ่งเกลียดเราก็ยิ่งยึด ยิ่งใครด่าเราเราก็ยิ่งอยากจะฟังว่าเขาด่าว่าอะไร (หัวเราะ) พอเรารู้ว่ามีใครนินทาเรา เราก็อยากจะรู้ให้ได้ว่าเขานินทาเราว่าอะไร  พอรู้แล้วเป็นยังไง ทุกข์ไหม ทุกข์
         ล่าสุดมีเพื่อนเขาเล่าให้ฟังว่าเขาไปศรีลังกากับคณะทัวร์ไทย ระหว่างที่นั่งรถเป็นชั่วโมงๆ ก็มีการแนะนำตัว ก็มีผู้ชายคนหนึ่งแกทำรีสอร์ทอยู่ภาคใต้ ถึงเวลาแนะนำตัวแกก็บอกว่า ผมชอบคณะทัวร์ชุดนี้มากเลย เพราะไม่พูดเรื่องการเมืองเลย ผมอยู่ที่เมืองไทยผมเบื่อมาก คนคุยกันแต่เรื่องการเมือง  ว่าแล้วแกก็บ่นเรื่องการเมืองยาวครึ่งชั่วโมง (หัวเราะ) แกเบื่อเรื่องการเมืองแต่ว่าแกกลับเอาเรื่องการเมืองมาพูดบนรถทัวร์เป็น ครึ่งชั่วโมง คุณเบื่อแล้วคุณเอามาพูดทำไม ยิ่งเบื่อเรื่องอะไรก็ยิ่งพูดเรื่องนั้น คนเราชอบยึดติดในสิ่งที่เราเกลียดโดยที่เราไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นต้องรู้เท่าทัน มีสติ แล้วก็วางซะ

+วางแล้วมันจะมีการเปลี่ยนแปลงสังคมเหรอคะ
         ยังไม่เปลี่ยนหรอก แต่อย่างน้อยเราไม่ทุกข์ไง เพราะตอนนี้คนเราชอบหาเรื่องทุกข์ใส่ตัวโดยใช่เหตุ ทั้งๆ ที่บางทีเราก็ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียกับการชุมนุม หรือเหตุการณ์บ้านเมือง

+ แต่หลายคนก็บอกว่าการเมืองเป็นเรื่องของทุกคน แล้วพอเราฟัง เราโกรธ เราเกลียดก็จริง แต่ถ้าไม่ฟังเสียเลยมันก็ไม่มีส่วนร่วมทางการเมืองน่ะค่ะ
         อาตมาไม่ได้ไปส่งเสริมให้ไม่ฟัง แต่ว่าฟังแล้วต้องรู้จักปล่อย รู้จักวางบ้าง ไม่อย่างนั้นเราจะทุกข์ อัดแน่นไปด้วยอารมณ์ แล้วเราจะโกรธ เกลียดรุนแรงมากขึ้น แล้วแทนที่เราจะช่วยแก้ปัญหา เรากลับกลายเป็นตัวสร้างปัญหา เราสร้างปัญหาให้กับครอบครัวของเราเพราะเราระบายเรื่องเสื้อเหลืองเสื้อแดง ให้กับลูกเมียฟัง ทั้งๆ ที่ลูกเมียก็ไม่ได้สนใจหรอก แต่เราเครียด แล้วเราก็ระบายความเครียดใส่ลูกหลาน เรากลายเป็นคนสร้างปัญหาให้กับครอบครัว ทั้งๆ ที่มันไม่ควร คือคุณอยู่กับลูกหลานคุณก็ควรจะให้เวลากับลูกหลาน  ไม่ใช่เอาแต่ระบาย จนกระทั่งลูกหลานเบื่อ รำคาญคุณ คุณกลายเป็นคนที่ไม่มีใครอยากจะคบหาเพราะเอาแต่บ่นเรื่องการเมือง
         อาตมากำลังจะบอกว่ามันทำให้ชีวิตคุณแย่ลงถ้าไม่รู้จักปล่อยวางบ้าง แล้วคุณไปสร้างปัญหาให้กับคนอื่นด้วยแต่ในฐานะที่เป็นพลเมืองเราก็ต้องสนใจ การบ้านการเมือง  แต่เมื่อสนใจการเมืองแล้วจะต้องแก้ปัญหาด้วยสติและปัญญา อาตมาพูดบ่อยว่า ต้องใช้สติแก้ปัญหา ใช้เมตตาระงับความรุนแรง ถ้าคนไทยไม่ใช้สองตัวนี้นะ ปัญหาจะรุนแรงมากขึ้น 6 ตุลาฯ ก็เป็นบทเรียนที่เจ็บปวดมาก พวกประชาชน ลูกเสือชาวบ้านร่วมกันทำร้ายนักศึกษา ประชาชนตาย เป็นบาดแผล บ้านเมืองก็ยับเยิน แล้วคนก็หนีเข้าป่าจับอาวุธสู้กับรัฐบาล จนเกือบเกิดสงครามกลางเมือง นี่เป็นเพราะเราไม่ใช้สติ ไม่ใช้เมตตา  แต่จะมีสติและเมตตาก็ต้องเริ่มต้นจากการฟังข่าวสารอย่างมีสติ รู้จักปล่อยวาง

+ถ้าธรรมมะ เป็นยารักษาโรคจริง ท่านจะจ่ายยาอะไรเพื่อรักษาโรคให้ถูกจุดกับผู้คนในขณะนี้
         มันต้องใช้ยารักษาสองระดับนะ ระดับแรกคือ ระดับส่วนตัว คือหนึ่ง มองไกล ให้ตระหนักว่า คนที่ขัดแย้งกันอยู่เวลานี้ หรือคนที่เราไม่ชอบหน้าเวลานี้ เราต้องอยู่กับเขาไปอีกนาน วันนี้เราไม่เห็นด้วยกับเขาในเรื่องนี้ แต่ในวันหน้าเราอาจจะเห็นเหมือนเขาอีกหลายเรื่อง วันนี้เรามองหน้ากันไม่ติด แต่เราจะต้องเห็นหน้ากันอีกนาน แล้วจะโกรธเกลียดกันทำไม  ถึงจะโกรธกัน ก็อย่าถึงกับทำร้ายกัน อเมริกาและเวียดนามทำสงครามกันมา 30 ปี คนตายไปเป็นล้านนะ แต่ทุกวันนี้กลับเป็นมิตรกัน
         ถ้าเรามองไกลแล้วจะรู้ว่า มันไม่มีใครที่เป็นศัตรูถาวรหรอก สองคือใจกว้าง มองให้เห็นรอบด้านว่าคนที่เขาเห็นต่างจากเรา ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่เขาเห็นเหมือนกับเรา เราอาจเห็นเหมือนกันถึง 95 เรื่อง แต่เห็นต่างกันแค่ 5 เรื่อง เราจะทะเลาะกันไปทำไม ถ้าเราเห็นอย่างนี้เราจะใจกว้าง และรับมือกับความแตกต่างได้ง่ายขึ้น สามต้องวางได้ ต้องรู้จักวางบ้าง เวลากินเวลานอนก็อย่าเอาเรื่องการเมืองมาเก็บให้รกสมอง นี่เป็นยาช่วยลดความเครียดในใจเรา 
         ส่วนยาที่จะช่วยแก้ปัญหาให้สังคมนั้น อาตมาก็ยังเชื่อว่าการแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา และเมตตาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าถ้าเราใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา มันจะไม่มีทางแก้ปัญหาได้เลย มีแต่จะทำให้ปัญหามากขึ้น อาตมาเชื่อด้วยว่าจะต้องใช้สันติวิธี ไม่ทำร้ายกันทั้งด้วยการกระทำและด้วยวาจา เรื่องที่สองจะต้องพยายามใช้ความดีเอาชนะอีกฝ่ายหนึ่งให้ได้ เพราะว่าศัตรูของเราไม่ใช่คน ศัตรูของเราก็คือ ความโกรธ ความเกลียด และความเห็นแก่ตัว
         พระพุทธเจ้าตรัสว่า เอาชนะความชั่วด้วยความดี เอาชนะความโกรธด้วยความไม่โกรธ เอาชนะคำเท็จด้วยความจริง เราต้องใช้ธรรมเหล่านี้เพื่อเอาชนะศัตรูที่อยู่ในใจเขา  ตรงนี้เริ่มต้นด้วยการฟังซึ่งกันและกัน และร่วมมือกันทีละนิดทีละหน่อย ตอนแรกอาจจะยังไม่สามารถร่วมมือกันได้ในเรื่องใหญ่ๆ ก็ต้องพิสูจน์ซึ่งกันและกันด้วยการทำเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และดูว่าอีกฝ่ายเขาจริงใจไหม  พอเราเห็นความจริงใจของอีกฝ่ายมากขึ้น เราก็สะสมความรู้สึกดีๆ  มีความไว้ใจกันมากขึ้น สักวันหนึ่งเราก็จะร่วมมือกันทำเรื่องใหญ่ๆ ได้

+ถ้ามองกันที่หน้าที่ของสื่อในสังคมตอนนี้ วิธีที่ดีที่สุดในการนำเสนอข่าวสารในความคิดของท่านคืออะไร
         ตอนนี้สื่ออยู่ในฐานะที่วางตัวลำบากมากนะ เพราะว่าคนแยกเป็นสองฝ่าย สื่อก็แยกด้วย เพราะการแยกมันอาจจะเซฟกว่า เอียงแล้วมันสบายกว่า แต่ถ้าคุณเป็นกลางคุณจะลำบาก เพราะจะถูกด่าทั้งสองฝ่าย ยกตัวอย่างสื่อโทรทัศน์บางช่อง ที่เอาเสื้อแดงมาออกรายการสนทนา ก็จะโดนสีเหลืองด่า พอคุณเอาสีเหลืองออกรายการ คุณก็โดนเสื้อแดงด่า มีบางรายการที่อาตมาคิดว่าก็ใช้ได้ มีการเชิญคนสีนั้นสีนี้มาออกรายการ แต่กลายเป็นว่าโปรดิวเซอร์ถูกด่าว่าทำไมเชิญคนนั้นคนนี้มาพูด  โปรดิวเซอร์ทนไม่ได้กับการถูกด่า ก็ออกมาโต้ กเลยวุ่นวายกันใหญ่
         อาตมาคิดว่า ตอนนี้สื่อวางตัวลำบาก ในการที่จะพยายามรักษาจรรยาบรรณ รักษาความเป็นกลาง หรือมีความเที่ยงตรงในแง่ของข้อมูล แต่ไม่ว่าจะลำบากอย่างไรก็ต้องทำ เหมือนกับเครือข่ายสันติวิธีที่อาตมากับเพื่อนๆ ทำอยู่ก็วางตัวลำบาก อาตมาแนะเพื่อนๆ ว่า ควรทำสองอย่าง หนึ่ง ทนคำด่าว่า สองอย่ากลัวเปลืองตัว ใครเขาจะว่าเราเป็นขาวเนียน แดงแอ๊บ เหลืองจำแลง ก็ว่าไป เราควรทนให้ได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้มันเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับผลที่จะเกิดขึ้นกับส่วน ร่วม เรายอมทนให้เขาด่าแต่ว่าเราช่วยทำให้บ้านเมืองสงบมากขึ้น มีความร้อนแรงน้อยลง อาตมาคิดว่าคุ้ม

+แต่สื่อเขาก็มีวิธีคิดแบบหนึ่งที่บอกว่าไม่มีหรอกสื่อที่เป็นกลางมันต้องเลือกข้างไปเลย เลือกความถูกต้อง
         ถ้านักเลงดินแดง กับนักเลงประตูน้ำตีกัน คุณจะเลือกใคร คุณต้องเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไหม ในกรณีนี้ การเชียร์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมันไม่ถูกใช่ไหม ในกรณีนี้เราเป็นกลางได้ไหม ทำไมเราจะต้องไปเชียร์นักเลงประตูน้ำ ทำไมเราจะต้องไปเชียร์นักเลงดินแดง ประเด็นก็คือความเป็นกลาง ไม่เป็นฝักฝ่ายใด สามารถเกิดขึ้นได้ในบางสถานการณ์ ถ้าโจรกับโจรมันตีกันคุณจะเลือกข้างทำไม
         อาตมาไม่ได้หมายความว่าตอนนี้รัฐบาลกับนปช.เป็นโจรนะ ไม่ได้พูดอย่างนั้น แต่หมายความว่าในหลายสถานการณ์ ในหลายกรณีเราก็เป็นกลางได้ อาตมาคิดว่าความเป็นกลางอีกอย่างคือเป็นกลางแบบผู้พิพากษา เป็นกลางแบบกรรมการฟุตบอล คือไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่พร้อมจะให้ลงโทษฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งถ้าทำผิด  ความเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าคุณลอยตัวเหนือความขัดแย้ง แต่ความเป็นกลางหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องฝักใฝ่ฝ่ายใดก็ได้ แต่คุณสามารถจะตัดสินว่าใครผิดได้โดยอาศัยกติกา หรือกฎหมาย และความเที่ยงธรรม
         อาตมาคิดว่าถ้าเป็นกลางแบบลอยตัว ก็ไม่ถูกต้อง คือฉันไม่ยุ่งอะไรเลย ฉันไม่ให้ความเห็น แต่ถ้าไม่เลือกข้าง แล้วให้ความเห็น หรือชี้ผิดชี้ถูก อย่างนี้ทำได้ เหมือนผู้พิพากษาก็ไม่เลือกข้าง แต่ผู้พิพากษาสามารถตัดสินว่าใครผิด ผิดเพราะอะไร อย่างนี้อาตมาคิดว่านี่คือความเป็นกลางที่ควรจะเป็น  ในการแข่งระหว่างแมนยูฯ กับลิเวอร์พูล กรรมการอาจจะเชียร์ทีมใดทีมหนึ่งอยู่ลึกๆ ในใจก็ได้ แต่ว่าเมื่อเวลาตัดสินคุณต้องตัดสินด้วยความเที่ยงธรรม คุณพร้อมจะให้ใบแดงทีมแมนยูฯ หรือทีมลิเวอร์พูลก็ได้ แม้คุณจะรักทีมแมนยูฯ คุณก็ต้องพร้อมจะให้ใบแดงถ้าเขาทำผิด แต่ตอนนี้มันกลายเป็นว่าถ้าฉันเลือกข้างใดแล้ว           หากฝ่ายนั้นทำผิด ฉันก็ไม่วิจารณ์  ส่วนฝ่ายตรงข้ามถึงแม้จะทำถูก ฉันก็ไม่ชม จะต้องจับผิดอย่างเดียว
         ตอนนี้มันเป็นอย่างนี้  แต่ถึงจะเป็นกรรมการที่ตั้งใจเป็นกลาง  แต่ด้วยความเป็นปุถุชน กรรมการก็อาจจะตัดสินผิดได้ แต่อย่างน้อยต้องพยายามทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ด้วยการไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด และพร้อมจะให้ใบแดงกับทุกฝ่าย ถ้าทำผิด  เราต้องมั่นคงอยู่ในกติกา เป็นผู้รักษากติกาไว้ นั่นคือหน้าที่ที่ควรจะเป็น

 

___

  l    l    l