- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
Make Peace Not War (๓)
+แล้ววิธีรอให้เป็นคืออะไร
ต้องมีการปรับตัว เช่น ราชประสงค์ถูกยึดก็อ้อมบ้าง สะพานผ่านฟ้าถูกยึดก็อ้อมไปทางพระราม 8 นี่คือการปรับตัวในระยะสั้นนะ แต่ระยะยาวต้องไปแก้ที่สาเหตุ ที่รากเหง้า เรื่องกฎหมายไม่เป็นธรรม เรื่องไม่เป็นประชาธิปไตยก็ว่ากันไป แต่ประการแรกคือ คนไทยต้องอดทน อย่าใจร้อน อย่าไปคิดว่ามันมีทางลัดสู่ความสงบ มันไม่มีทางลัดสู่ประชาธิปไตย นปช.ก็ต้องคิดตรงนี้ด้วยว่าต้องอดทน ไม่มีทางลัดสู่ความเป็นธรรมอย่างรวดเร็วเหมือนอย่างที่บางคนต้องการ มันไม่มีทางลัดแบบนั้น อย่าไปคิดว่าแค่ยุบสภาหรือเปลี่ยนรัฐบาลแล้วจะแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมหรือ สองมาตรฐานได้
ประการที่สอง ทุกฝ่ายต้องเข้าใจว่าสาเหตุของความขัดแย้งคืออะไร มันไม่ใช่แค่เรื่องบุคคล มันไม่ใช่แค่เรื่องความขัดแย้งระหว่างทักษิณกับพลเอก เปรม เสื้อเหลืองอาจจะบอกว่าเสื้อแดงมีทักษิณอยู่เบื้องหลัง เสื้อแดงก็บอกว่าพลเอก เปรม บงการอยู่เบื้องหลังประชาธิปัตย์และเสื้อเหลือง แต่ความจริงมันไม่ง่ายอย่างนั้น มันมีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ เราต้องเข้าใจปัญหาที่ซับซ้อนอย่างนี้ด้วย
ประการที่สามคือ เราต้องพยายามมองคนให้เป็นมนุษย์มากขึ้น เพราะตอนนี้เรามองฝ่ายตรงข้ามกับเราเป็นศัตรู เราทำลายความเป็นมนุษย์ของเขาด้วยการใส่ยี่ห้อแก่เขาว่าเป็นพวกเลว ต้องมองว่ามนุษย์ไม่ใช่ศัตรู สิ่งที่เป็นศัตรูคือความโกรธ ความเกลียด ความกลัว ความโลภ ความหลง ในตัวเราเองและในตัวเขาด้วย
กลัว-เกลียด-โกรธ คือปัญหาของคนไทยในเวลานี้ ฝ่ายเสื้อเหลืองอาจจะกลัวว่าสถาบันที่รักของตัวเองอาจมีอันเป็นไป จริง-ไม่จริง ไม่รู้ ฝ่ายเสื้อแดงก็กลัวว่าอำมาตย์จะทำให้บ้านเมืองถอยหลังห่างไกลจากประชาธิปไตย มากขึ้น ประชาธิปไตยจะถูกทำลายด้วยระบอบอำมาตย์ ความกลัวเช่นนี้ทำให้เกิดความเกลียดต่ออีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อเกลียดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะต้องด่ากัน ปะทะกัน แล้วก็โกรธ โกรธแล้วก็มีอคติทำให้มองเห็นซึ่งกันและกันเลวร้ายมากขึ้น ถ้าไปดูในเว็บไซต์ ในบล็อก ในเฟซบุ๊คจะเห็นได้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างพูดต่อกันและกันในแง่เลวร้ายมาก มีการด่าด้วยถ้อยคำที่รุนแรง มันทำให้ต่างฝ่ายต่างเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันน้อยลงไปเรื่อยๆ และยิ่งเราเห็นใครเลวเท่าไหร่ เราก็ยิ่งรู้สึกมีความชอบธรรมที่จะทำอะไรกับเขาก็ได้ เช่น ด่าเขา ใส่ร้ายเขา หรือทำร้ายเขา กลายเป็นว่าใครมีกำลังมากกว่า หรือมีพวกมากกว่าก็พร้อมจะไปทำร้ายคนอื่น
เสื้อแดงเห็นเสื้อสีชมพูจะชุมนุม แกนนำเลยบอกว่าจะยกขบวนไปที่จุฬาฯ จุฬาฯ เลยปิด เสื้อชมพูก็เลยชุมนุมที่สวนลุมฯ มี พอมีเสื้อแดงผ่านมา 2 คน เสื้อชมพูก็ไปเล่นงานเขา ตอนนี้กลายเป็นว่าใครที่มีคนเยอะกว่าก็จะไปเล่นงานกลุ่มที่มีคนน้อยกว่า มันเป็นอย่างนี้เพราะเราเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์จึงเห็นว่าจะทำยังไงกับ เขาก็ได้ กลายเป็นว่าพอมองเห็นเขาเลว เราก็เลยลดตัวให้เลวเท่ากับเขา ด้วยการด่าทอเขาด้วยถ้อยคำที่รุนแรง ตอบโต้เขาด้วยความรุนแรงระดับเดียวกัน ซึ่งนั่นเป็นการลดตัวเราเอง ใครด่ามาก็ด่าไป แรงมาก็แรงไป เลวมาก็เลวไป การทำอย่างนี้เป็นการทำตัวให้ต่ำเท่าเขา หรือต่ำกว่าเขา เพราะความโกรธ ความเกลียด เพราะอคติที่เราเห็นเขาเป็นคนเลวคนชั่ว เราเลยคิดว่าเรามีความชอบธรรมที่จะทำเลวกับเขาก็ได้ โดยหารู้ไม่ว่าการทำเช่นนั้นมันเป็นการลดตัวให้ต่ำเท่าเขา หรือเป็นการลดตัวให้ต่ำกว่าเขา
ขณะเดียวกันการด่าเขาอย่างเสีย ๆ หาย ๆ ก็กลายเป็นการประจานตัวเอง อาตมาคิดว่าต้องระวัง อย่าให้ความโกรธ ความเกลียด เข้ามาครอบงำจิตใจของเรา เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการทำร้ายตัวเอง เราจะประจานตัวเอง ทำให้ตัวเองมีความทุกข์
+มีคำพูดหรือคำสอนมากมายในเรื่องให้เรารักศัตรูของเรา คืออุดมคติมันเป็นอย่างนั้น แต่สำหรับปุถุชน คนทั่วไปแล้วสามารถทำได้หรือคะ
จริงๆ แล้วปุถุชนทำได้ แต่การรักศัตรูนั้น อาตมาว่ามันเป็นการเรียกร้องที่มากไปสำหรับปุถุชน จริงๆ เราเกลียดศัตรูได้ แต่ต้องรู้เท่าทันความเกลียดในใจเราด้วย ถ้าเราไม่รู้เท่าทันความเกลียดในใจเรา ปล่อยให้มันครอบงำจิตใจ เราก็อาจจะกลายเป็นศัตรูกับตัวเอง เราเห็นคนอื่นเป็นศัตรูแต่เราลืมไปว่าทันทีที่เราโกรธ เราเกลียด เรากลายเป็นศัตรูของตัวเอง เรากินไม่ได้นอนไม่หลับ เราเครียด และถ้าเรากระทำการรุนแรงกับเขาโดยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง ใครเสีย? เราเองก็เสีย อาตมาคิดว่าเราโกรธ เกลียดได้ แต่ให้รู้ทันความโกรธ เกลียดในใจ อย่าปล่อยใจทำตามความโกรธ เกลียด
อย่าให้ความโกรธ เกลียดมาเป็นนายเรา นั่นคือประการแรก ประการที่สองคือ ให้เรามองเขารอบด้าน เหมือนที่บอกไว้ตอนแรกว่า เวลานี้เรามองเห็นแต่ด้านไม่ดีของเขา เรามองเห็นแต่ด้านที่ต่างกัน ยิ่งมองเท่าไหร่ก็ยิ่งเห็นเขาเป็นตัวเลวร้ายมากขึ้น แต่ถ้าเรามองเขาให้รอบด้านมากขึ้น เราก็จะเห็นว่าจริงๆ แล้ว เขาเองก็มีหลายอย่างที่ดี เขามีหลายอย่างที่เหมือนกับเรา ซึ่งจะช่วยให้เราอยากทำดีต่อเขามากขึ้น
ประการที่สาม อาตมาคิดว่า เราต้องเรียนรู้วิธีที่จะชนะใจศัตรูด้วยความดี อับราฮัม ลินคอล์น บอกว่า วิธีการที่ดีที่สุดในการกำจัดศัตรูก็คือทำให้เขาเป็นมิตร เมื่อคุณทำให้เขาเป็นมิตร ศัตรูก็หายไปหนึ่งคนแล้ว แล้วลินคอล์นทำยังไง ลินคอล์นก็เอาคนที่ชอบโจมตีเขามาเป็นรัฐมนตรี ในคณะรัฐบาลเดียวกับเขา เนลสัน แมนเดลา ก็ทำอย่างนี้ แมนเดลาจะเอาฝ่ายค้าน หรือคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขามาทำงานร่วมกับเขา ทำให้เขาชนะใจอีกฝ่ายหนึ่ง หรือถึงแม้จะไม่ชนะใจก็ทำให้อีกฝ่ายอยู่ในสายตาของเขา ถึงแม้เขาไม่เป็นมิตรแต่ว่าอย่างน้อยเขาก็อยู่ใกล้เรา ก็ทำให้เรารู้ได้ว่าเขาทำอะไร นี่คือวิธีการของ แมนเดลา คือเอาคนขาวมาอยู่ในรัฐบาล เขาเอาคนขาวมาเป็นรองประธานาธิบดี ทั้งๆที่คนเหล่านี้เคยฆ่าเพื่อนเขา ฆ่าคนของเขา แต่ว่าเมื่อเป็นประธานาธิบดีแล้วก็จำต้องสร้างชาติ ต้องสร้างสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ก็ต้องพยายามทำอย่างนี้ นี่คือวิธีการเอาชนะใจ การชนะศัตรูทีดีที่สุดคือการเอาชนะใจเขา แล้วคุณจะชนะใจเขาได้ คุณต้องใช้ความดี ใช้ความมีน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อ นี่แหละคือสันติวิธีอย่างหนึ่ง
+ตอนนี้ทุกคนเรียกร้องให้ทุกฝ่ายอนทนอดกลั้นกันหมดเลย จริงๆ แล้ว ดอกผลของความอดทนอดกลั้นมันคืออะไร
อย่างน้อย ความอดทนอดกลั้นมันทำให้ความโกรธหรือโทสะ ไม่พลุ่งพล่าน จนกระทั่งทำอะไรรุนแรง นำไปสู่การปะทะกัน เมื่อเราโกรธ ไม่ว่าแววตาของเรา คำพูดของเรา มันก็จะไปกระตุ้นความโกรธของเขาขึ้นมา และถ้าความโกรธของ 2 คนมาเจอกันจะเป็นไง มันก็ปะทะกัน ปฏิสัมพันธ์ของคนเราต่างเป็นเหตุเป็นผลของกันและกัน ถ้าเราโกรธ คนที่อยู่ใกล้เราหรือคู่กรณีก็จะรู้สึกโกรธตามไปด้วย แต่ถ้าเราใจเย็น มีน้ำใจมีความเอื้อเฟื้อมันก็จะช่วยให้เขาใจเย็นหรือมีความเอื้อเฟื้อด้วย
อาตมายกตัวอย่างเรื่องหนึ่ง มีคนหนึ่งขับรถอยู่เลนขวาโดยไม่สนใจรถคันหลัง สักพักก็มีรถแซงแซงซ้ายแล้ว กดแตรตะโกนด่า คนที่ถูกด่าก็โกรธก็เลยขับตามเพื่อที่จะไปด่าคืน ระหว่างรถแล่นเทียบกัน คนที่ถูกด่าตอนแรกก็เริ่มลดกระจกแล้วก็เตรียมที่จะด่า ส่วนคนในรถอีกคันหนึ่งก็เตรียมจะตอบโต้ ปรากฏว่าคนที่เตรียมจะด่าพอเห็นหน้าหมอนั่นก็เปลี่ยนใจ แล้วตะโกนว่าผมขอโทษ รถอีกคันก็อึ้งแล้วก็ตะโกนมาว่าผมขอโทษด้วย ทั้งที่เตรียมจะด่าแล้วนะ ทีนี้กลายเป็นว่าทั้งสองฝ่ายต่างบอกให้ อีกฝ่ายแซงไปก่อน การเอื้อเฟื้อเกิดขึ้นทันทีเลย ทั้ง ๆ ที่ที่แรกเตรียมจะด่ากัน เวลามีใครด่าเรา เราก็มักด่ากลับทันที แต่ถ้าอีกคนแทนที่จะด่ากลับขอโทษ มันก็ไปเปลี่ยนใจของอีกฝ่ายซึ่งเตรียมจะด่าอยู่แล้ว ให้ขอโทษเช่นกัน นี่คือตัวอย่างที่ว่าถ้าเราดีกับเขามันก็จะไปปลุกความดีในใจเขาขึ้นมา
+แล้วเราจะทำอย่างไรกันดีกับสิ่งที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้ระหว่างนปช.กับรัฐบาล จะมีวิธีที่ปลุกความดีที่ว่านี่อย่างไร
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งควรเริ่มต้นด้วยการแสดงน้ำใจหรือ good will ให้แก่อีกฝ่าย หรืออย่างน้อยแสดงความใส่ใจที่จะฟัง ความเดือดร้อน ความทุกข์ยากของอีกฝ่ายอย่างแท้จริง อย่างการเจรจาที่ผ่านมาระหว่างรัฐกับนปช.มันก็เป็นการเริ่มต้นที่ดี โดยเฉพาะวันแรก เพราะไม่มีใครคิดว่าจะมีการคุยกัน แต่พอวันที่สอง เมื่อความคาดหวังมากขึ้นคนก็รู้สึกว่าไม่ค่อยสมหวังเท่าไหร่
อาตมาคิดว่าเรื่องนี้มีทั้งข้อดีข้อเสีย ข้อดีคือมันได้เห็นความเป็นกันเอง เห็นความเป็นมิตรของกันและกันมากขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือ พอออกโทรทัศน์ถ่ายทอดสด แต่ละฝ่ายพูดถึงความในใจยาก แต่ละฝ่ายก็ต้องพยายามพูดหาเสียง พูดแก้ตัว แกนนำเสื้อแดงก็หาเสียงกับผู้ชุมนุมอย่างน้อยก็ทำเพื่อไม่ให้เห็นว่าตัวเอง อ่อนข้อให้แก่รัฐบาล เพราะว่าผู้ชุมนุมหลายคนเสียความรู้สึกที่แกนนำไปเจรจากับรัฐบาล ฟังว่าหลายคนพอรู้ว่ามีการเจรจาก็กลับบ้านเลย ดังนั้นวันต่อมา สิ่งที่ผู้นำนปช. ทำก็คือแสดงให้เห็นว่าตัวเองไม่อ่อนข้อให้รัฐบาล ต้องโจมตีหรือเล่นงานรัฐบาลบ้าง เพราะจะทำให้ผู้ชุมนุมรู้สึกพอใจ เมื่อพูดผ่านสื่อคนเราก็มักจะพูดแรงๆ หรือโจมตีอีกฝ่ายเพื่อรักษาฐานเสียงของตนเอาไว้
เพราะฉะนั้นการเจรจาวันที่ 1 ที่ 2 จึงไม่เหมือนกัน วันที่ ๒ จะเห็นได้ว่าแกนนำนปช. พูดเล่นงานคุณอภิสิทธิ์มาก ส่วนคุณอภิสิทธิ์ก็ต้องแก้ตัวหรือปกป้องตัวเอง เพราะถ้าปล่อยให้ผ่านเลยไปก็จะเป็นเหมือนการยอมรับ แทนที่จะคุยกันว่าจะยุบสภาเมื่อไหร่ ก็กลับมาเถียงกันเรื่องสงกรานต์เลือดปีที่แล้วบ้าง เรื่องอาฟต้าบ้าง เถียงกันเรื่องคดีพรรคประชาธิปัตย์ล่าช้าบ้าง เรื่องแบบนี้ความจริงอภิปรายกันในสภาได้ แต่เอามาพูดในระหว่างการเจรจา ทั้งหมดนี่คือพูดเพื่อหาเสียง หรือรักษาฐานเสียงเอาไว้ มันก็เลยไม่ได้พูดความในใจ การฟังกันจริงๆ จึงไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างจ้องโจมตีอยู่ตลอด
+แล้วจริงๆ แล้วการเจรจาที่ดีมันคืออะไร หรือควรจะเป็นอย่างไร
การเจรจาที่ดีมันต้องมีการฟังกัน ต้องเกิดการไว้วางใจกัน หรือเกิด good will การที่จะเกิด good will ได้ คุณต้องวางหัวโขน คุณต้องไม่หาเสียงมาก ถ้าคุณสวมหัวโขนก็คุยกันยาก ถ้าคุณถอดหัวโขนออก คุณมีความเป็นมนุษย์ ก็จะเจรจากันได้ดีขึ้น นั่นคือวิธีที่ผู้ไกล่เกลี่ยพยายามทำให้เกิดขึ้น คือชวนคู่กรณีมาพูดคุยในบรรยากาศแบบเป็นกันเอง เช่น มานั่งเล่นในบ้านสบายๆ มาจิบน้ำชา มาพูดคุยกัน นี่คือวิธีการที่ใช้ทั่วไป ไม่ใช่คุยอย่างเป็นทางการอย่างเดียว การคุยในบรรยากาศสบาย ๆ ทำให้รู้สึกถึงความเป็นมิตรของกันและกัน ความไว้วางใจก็จะเกิดขึ้น แต่ความเชื่อใจจะมีน้อยลงทันที ถ้าคุณไม่ถอดหัวโขน เพราะตอนนั้นคุณจะไม่เป็นตัวของตัวเอง แต่คุณเป็นผู้นำของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
เราต้องยอมรับว่าคนเรามีหลายหมวก แต่ถ้าเราลองวางหมวกสักใบเสีย มันก็จะมีความเป็น personal มากขึ้น อย่างในอดีตเคยมีการนำเอาผู้นำคนดำในแอฟริกาใต้ กับผู้นำคนขาวที่เป็นเยาวชนรุ่นคนหนุ่มสาวมาคุยกัน แรกๆ ก็ระแวงกัน แต่ก็คราวหนึ่งต่างฝ่าย ต่างเอาครอบครัวมาด้วย แล้วออกไปตกปลาด้วยกัน แล้วเบ็ดก็ไปเกี่ยวมือของคนดำ คนผิวขาวก็ไปช่วยแกะเบ็ดออก ทำให้เกิดความรู้สึกเป็นมิตรมากขึ้น ทำให้เกิดความรู้สึกว่าที่อีกฝ่ายไม่ได้เป็นคนเลวร้าย ตามปกติเวลาคู่กรณีมาเจอกัน ต่างจะมองอีกฝ่ายในทางเลวร้ายมาก เช่น เป็นคนตระบัดสัตย์ไว้ใจไม่ได้ แต่พอมาเจอกันแบบส่วนตัว เราจะมองเห็นอีกด้านหนึ่งซึ่งมันจะช่วยในการเจรจาได้ แต่สุดท้ายมันก็ต้องมีความจริงใจ ซึ่งความจริงใจต้องสร้างขึ้นมา มันไม่ได้เกิดขึ้นเอง
ความจริงใจจะเกิดขึ้นได้เมื่อทั้งสองฝ่ายต่างฟังและใส่ใจสิ่งที่อีกฝ่ายพูด ถ้าคุณพยายามที่จะฟังคนอื่นก็จะเกิดความไว้ใจกันมากขึ้น การฟังที่ดีหรือฟังแบบคุณภาพ คือการฟังโดยที่ไม่คิดโต้แย้งตลอดเวลา ส่วนใหญ่เวลาเราฟังความคิดความเห็นที่ไม่ตรงกับเรา หรือยิ่งมาโจมตีเราก็จะคิดแย้งคิดโต้ทันที แล้วเราก็จะไม่รู้ว่าเขาพูดอะไร คือตามปกติเวลามีใครพูดกับเรา หากเราคิดโต้แย้งเขาตลอดเวลาเราจะไม่ได้ยินว่าเขาพูดอะไร คืออย่าว่าแต่คนที่เราไม่ชอบเลย แม้กระทั่งธรรมชาติรอบๆ ตัวเราก็จะไม่ได้ยิน
อาตมาเคยพาคนเดินจงกรมตอนเช้าอากาศดี สองข้างทางมีต้นไม้เยอะ มีเสียงนกร้อง จิ้งหรีดร้อง ตลอดทาง รวมเวลาเดินทางไปกลับเกือบชั่วโมง พอกลับมาก็ถามว่ามีใครได้ยินเสียงจิ้งหรีดร้องบ้าง คนจำนวนกว่าครึ่งตอบว่าไม่ได้ยิน เพราะมัวแต่คิดเรื่องงานเรื่องการ คิดถึงคนที่บ้าน ถ้าใจคุณไม่ว่าง แม้แต่เสียงที่มันดังต่อหน้าคุณก็ไม่ได้ยิน และยิ่งได้ฟังเสียงที่คุณไม่ชอบ หรือเสียงของคนที่เป็นคู่กรณี ก็ยิ่งฟังไม่รู้เรื่อง เพราะในใจคุณคิดจะแย้งจะโต้อย่างเดียว
+ ไม่มีใครรู้หรอกว่าสถานการณ์วันนี้จะจบอย่างไร แต่ในอนาคตเชื่อว่าก็คงจะต้องมีการชุมนุมเกิดขึ้นในสังคมเราอีก ทีนี้เราจะอยู่กันแบบสงบ อยู่กันให้รอด และมีคุณภาพชีวิตที่ดีกันได้อย่างไร
เรื่องประท้วงมันเป็นปัญหาของสังคมไทยมาเกือบ 20 ปีแล้วนะ มันมีการประท้วงเกิดขึ้นตลอด แต่สมัยก่อนมันเป็นการประท้วงของกลุ่มเล็กๆ ของชาวบ้าน ของชาวนา ชาวไร่ เช่นประท้วงราคามันสำปะหลัง ประท้วงการสร้างเขื่อน สมัชชาคนจนก็ประท้วง ซึ่งสะท้อนว่า กลไกของรัฐไม่ทำงาน ข้าราชการต่างๆ ไม่มีอำนาจตัดสินใจก็ต้องให้ครม. หรือนายกรัฐมนตรีตัดสินใจ เพราะเมืองไทยเรารวมศูนย์อำนาจ ทุกอย่างต้องมาแก้ปัญหาที่กรุงเทพฯ ก็เลยมีการประท้วงกันที่หน้าทำเนียบเป็นประจำ แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แค่ชาวบ้านที่ประท้วง คนมีเงินก็ประท้วงกัน
เมื่อก่อนคนมีเงินเขาไม่ประท้วงเพราะเขามีวิธีการคุยกับผู้ใหญ่ คุยกับรัฐมนตรี คือวิธีการใช้เส้นนั่นเอง แต่ชาวบ้านไม่มีเส้นชาวบ้านก็เลยต้องใช้เท้าเดินไปประท้วง แต่ตอนนี้ปัญหามันมากกว่านั้น เพราะว่าความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ของคนในเมืองมันก็มาก โลกาภิวัตน์มันทำให้เกิดการแตกตัวของสังคมออกไปหลายฝ่าย แต่ก่อนมันมีความขัดแย้งระหว่างคนจนกับคนรวย คนรวยอยู่ข้างบน คนจนอยู่ข้างล่าง มีช่องว่างแนวดิ่งระหว่างคนรวยกับคนจน ตอนนี้มันมีช่องว่างแนวนอน คือคนชั้นกลางด้วยกันเองก็มีความแตกแยกทางความคิด หรือความแตกต่างทางความคิด รวมถึงวิถีชีวิตที่แตกต่างกันมากมาย ชนชั้นกลาง มีทั้งเศรษฐีเสื้อเหลือง เศรษฐีเสื้อแดง นี่เป็นธรรมชาติของโลกาภิวัตน์ ที่ทำให้สังคมแตกตัวออกมาเป็นหลายกลุ่ม แม้แต่คนที่มีรายได้เท่ากัน มีการศึกษาเท่ากัน และมีภูมิหลังแบบเดียวกัน ก็ยังมีทัศนคติ ความคิดหลากหลายกันไป เพราะดูสื่อคนละช่อง
นี่คือสภาพสังคมที่มีการแตกตัวอย่างกว้างขวาง แม้แต่ในซอยเดียวกัน ขนาดบ้านอยู่ติดกัน แต่ทัศนคติกลับแตกต่างกันไปคนละเรื่องเลย การแก้ปัญหาเรื่องนี้ จะต้องมีพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนทุกฝ่ายสามารถเข้าถึงเพื่อต่อรองผลประโยชน์ ของตัวเองได้อย่างเท่าเทียมกัน พื้นที่ในที่นี้หมายความรวมถึงสื่อและสภาด้วย จริงๆ แล้วรัฐสภาควรจะทำหน้าที่นี้ด้วย คือเป็นตัวแทนของคนที่หลากหลายทางด้านผลประโยชน์และแนวคิด แต่รัฐสภาก็ไม่ได้เป็นอย่างนั้น อาตมาคิดว่าเราจะต้องสร้างกลไกเพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนและต่อรองทางด้านผล ประโยชน์ เป็นพื้นที่ที่สามารถเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมกัน ถ้าทำอย่างนี้ได้ความจำเป็นที่จะต้องเข้ามาประท้วงบนท้องถนนน้อยลง แน่นอนว่ามันไม่หมดหรอก แต่มันก็จะน้อยลง เพราะเขาได้ระบาย ได้ต่อรอง เขารู้สึกว่าเขาได้รับความเป็นธรรมในการที่จะต่อรองผลประโยชน์อย่างเท่า เทียมกับคนอื่น
