- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
Make Peace Not War (๒)
+ถ้าพูดถึงคำว่าสันติวิธีที่ทั้ง 2 ฝ่ายใช้ละคะ ตอนนี้รัฐบาลก็อ้างว่าตัวเองกำลังตอบโต้แบบสันติวิธี ฝ่ายผู้ชุมนุมก็บอกว่าตัวเองกำลังสู้แบบสันติวิธี ทีนี้สันติวิธีในแบบที่ท่านหมายถึงคืออะไร มันใช่อะไรและมันไม่ใช่อะไรบ้าง
สันติวิธีมีหลายระดับ ระดับพื้นฐานก็คือไม่ทำลายชีวิต ไม่ทำร้ายร่างกาย สูงขึ้นมาหน่อยก็ไม่ทำลายทรัพย์สิน สูงขึ้นมาอีกก็คือการใช้คำพูด ที่ไม่ข่มขู่ ยั่วยุ คุกคาม ไม่ใส่ร้ายป้ายสี ไม่ใช้ถ้อยคำที่หยาบคาย แต่สิ่งที่เราเห็นจากทั้งสองฝ่ายคือสันติวิธีในระดับพื้นฐานที่สุดคือไม่มี การทำร้ายร่างกาย อาจจะมีบ้างนิดหน่อยแต่ก็ไม่ถึงกับเลือดตกยางออกมาก ทีนี้อาตมาคิดว่ามันเป็นสันติวิธีในระดับพื้นฐานต่ำสุด ซึ่งก็ยังดีในแง่ที่ว่าประท้วงกันมาเกือบ 20 วันแล้ว มันก็ยังไม่มีอะไรเกินเลยไปจากนี้ เพราะคนก็กลัวตั้งแต่ 2-3 อาทิตย์ที่แล้วว่าอาจจะเกิดเหตุรุนแรง แต่อนาคตเราก็ไม่รู้
ตรงนี้ อาตมาเชื่อว่าเป็นสันติวิธีของทั้งสองฝ่าย แต่ถามว่าพอเลยจากจุดนั้นไปมันเป็นสันติวิธีหรือเปล่า? สมมติว่าไม่มีการทำลายทรัพย์สินแต่ว่าถ้ามันเริ่มจะมีการใช้คำพูดรุนแรง มีการด่าทอกันมากๆ ตรงนี้อาตมาคิดว่ามันจะสุ่มเสี่ยงต่อการไม่สันติ เพราะว่าการใส่ร้าย การโจมตี การใช้ถ้อยคำยั่วยุ ล้วนแต่เป็นการกระตุ้นที่จะนำไปสู่ความรุนแรงทางกายภาพ
ถ้าถามเรื่อง สันติวิธี อาตมาคิดว่า สันติวิธีจริงๆ มันต้องไม่มีการทำร้ายร่างกาย ไม่มีการทำลายทรัพย์สินเพื่อก่อความเสียหายแก่ผู้คน อาจจะทำลายในเชิงสัญลักษณ์ได้ เช่น การฉีกบัตรเลือกตั้ง หรืออาจจะเผาหุ่น เผาปืนของเล่น แต่เรื่องการใช้ถ้อยคำรุนแรง หยาบคายเป็นสิ่งที่นักสันติวิธีไม่ทำ คนที่ทำงานสันติวิธีจริงๆ จะรู้ว่าการไม่ระมัดระวังคำพูดจะนำไปสู่ความรุนแรงได้ง่าย การพูดจาใส่ร้าย ยั่วยุ เขาจะไม่ทำกัน
แต่ว่าสันติวิธี อาจจะมีการกดดันได้ สันติวิธีไม่ใช่การเจรจาอย่างเดียว บางครั้งอาจจะมีการทำสิ่งที่เรียกว่าดื้อแพ่ง ขัดขืน คว่ำบาตร ซึ่งทำได้ แต่ก็ต้องยอมรับผลกระทบว่า มันอาจจะผิดกฎหมาย เช่น ถ้าไปขวางถนนก็ต้องพร้อมจะถูกจับ แต่ต้องเข้าใจว่าสมรภูมิการต่อสู้แบบสันติวิธีไม่ได้อยู่แต่บนท้องถนน ไม่ได้อยู่บนโต๊ะเจรจาอย่างเดียว แต่มันอยู่ในคุกด้วย มันอยู่ในศาลด้วย ดูตัวอย่างที่ มหาตมะ คานธีทำ หรือพวกนักเคลื่อนไหวที่ต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เขาก็ไปขวางกั้น ยึดครองพื้นที่ที่จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วก็ยอมให้ตำรวจจับ ติดคุก แล้วก็สู้กันในศาล ต้องยอมรับด้วยว่าคานธีเป็นคนที่เก่งมากในการใช้คุกและศาลเป็นเวทีต่อสู้แบบ สันติวิธี ทั้งเปิดโปงความอยุติธรรมของระบบอาณานิคมอังกฤษ ทั้งชนะใจคู่กรณี ซึ่งสุดท้ายศาลก็บอกว่า argument ของคานธีกนั้นถูก แต่กฎหมายมันเป็นแบบนี้ก็ต้องทำตามกฏหมาย คือจับคานธีเข้าคุก แต่ก็ทำให้ท่านชนะใจคนอังกฤษ ชนะใจคนอินเดีย และชนะใจคนทั่วโลก นี่คือสิ่งที่สันติวิธีต้องมี คือ คุณกดดันได้ คุณฝ่าฝืนกฎหมายได้ เพราะกฎหมายบางอย่างก็ไม่เป็นธรรม แต่คุณพร้อมจะรับผิดชอบ หรือรับผลกระทบจากการกระทำนั้นๆ ไหม นี่คือคำถาม?
ในประวัติศาสตร์การต่อสู้ของคนผิวสีในอเมริกานั้น มาร์ติน ลูเธอร์ คิง ไปประท้วงร้านอาหาร หรือภัตตาคาร ที่ห้ามคนดำเข้า คนดำก็ไปเข้า พวกคนขาวทำยังไง? คนขาวเอาน้ำ เอาเหล้าเทราดหัว คนดำนั่งเฉย จะทำก็ทำไป เมื่อถึงเวลาจะเอาตำรวจมาลาก ก็ยอมให้ลาก ไม่ต่อสู้ ไม่ขัดขืน เพราะว่าสิ่งที่เขาทำอยู่โดยเนื้อหามันแรงพออยู่แล้ว มันสั่นคลอนกฎหมายที่อยุติธรรม สั่นคลอนกฎหมายที่แบ่งแยกสีผิว เพราะรัฐทางใต้มีกฎหมายคนดำห้ามกินอาหารร่วมกับคนขาว ห้ามใช้ห้องน้ำเดียวกัน เวลาขึ้นรถเมล์ ก็ต้องนั่งข้างหลัง หรือไม่ก็ ต้องยกที่นั่งให้คนขาว เพียงแค่คนดำฝืนไม่ทำตามกฎหมายเหล่านี้มันก็สั่นสะเทือนระบบแบ่งแยกสีผิว และเป็นข่าวไปทั่วโลก
ถ้าคุณจะฝ่าฝืนกฎหมายที่เขียนไว้ คุณก็ต้องยอมรับผลกระทบ ไม่ใช่ตำรวจมาจับแล้วก็ไม่ยอม อ้างว่าไม่ผิด คานธี มาร์ติน ลูเธอร์ คิง อองซาน ซูจี และนักต่อสู้เพื่อสันติวิธีทั้งหลายจะไม่ปฎิเสธว่าสิ่งที่ตัวเองทำไม่ผิด กฎหมาย ก็ในเมื่อกฎหมายมันไม่ยุติธรรมนี่ เขาก็เลยต้องฝ่าฝืน แต่จะไม่มีการปฎิเสธแบบหน้าตาเฉยว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่จะบอกว่าการกระทำของเขามันถูกต้องเป็นธรรมและเป็นความตั้งใจของเขาที่จะ ท้าทายกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม สันติวิธีต้องเป็นแบบนี้
+ท่านคิดว่าในแง่ของรัฐบาล การตั้งรับแบบสันติวิธีควรจะเป็นอย่างไร
รัฐมีสิทธิ์ที่จะใช้ความรุนแรงเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย จะว่าไปรัฐเป็นตัวผูกขาดการใช้ความรุนแรงในสังคมทุกประเทศอยู่แล้ว อาจยกเว้นอย่างบางประเทศเช่นอเมริกาที่ยอมรับว่าสิทธิในการพกอาวุธเป็นของ ประชาชนทั่วไป แต่ในหลายประเทศสิทธิในการพกอาวุธจะจำกัดมาก มีแต่เจ้าหน้าที่รัฐที่จะพกอาวุธได้ แต่การที่รัฐใช้ความรุนแรงน้อยที่สุดมันก็จำเป็นสำหรับตัวรัฐเอง เพราะถ้ารัฐใช้ความรุนแรงเกินความจำเป็น ประชาชนก็จะไม่สนับสนุน รัฐก็จะถูกโจมตี มีรัฐบาลจำนวนมากที่ล้มไปเพราะใช้ความรุนแรงเกินขอบเขตกับประชาชนที่ชุมนุม โดยสงบ
สันติวิธีของรัฐคือ พยายามที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยโดยไม่ใช้ความรุนแรง แม้ว่าจะผิดกฎหมายแต่ก็อลุ่มอล่วยให้ หรือไม่ก็ใช้วิธีการที่เบาที่สุด บางครั้งต้องหลีกเลี่ยง บ่ายเบี่ยงไม่ให้คนใช้ความรุนแรง เช่น ไม่ให้มีการเผชิญหน้า จัดหาเวทีให้คนได้ระบายอารมณ์โดยไม่ปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ถึงที่สุดแล้ว รัฐบาลควรจะจัดการที่สาเหตุ สาเหตุที่แท้จริงคือความไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยใช่ไหม? เหมือนสาเหตุของการเกิดการชุมนุมครั้งล่าสุดทั้งที่ผ่านฟ้าและราชประสงค์ใน เวลานี้ ถ้าเราไม่พูดถึงคุณทักษิณนะ เรื่องคุณทักษิณก็เรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของตัวบุคคล แต่เรื่องมันไม่ใช่แค่นั้น เพราะสาเหตุที่ทำให้เกิดขบวนการเสื้อแดง หลักๆ เลยมันมาจากความไม่เป็นธรรม หรือสองมาตรฐาน ซึ่งความเป็นสองมาตรฐานนี่มันแสดงชัดเลย เช่นคำว่าอมาตยาธิปไตยก็เป็นเรื่องสองมาตรฐาน คือการเปิดโอกาสให้ข้าราชการเข้ามามีอำนาจในการเมืองมากทั้งโดยตรงและโดย อ้อมขณะที่ประชาชนไม่มีอำนาจขนาดนั้น หรือกรณีกกต.ที่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมอ้างว่าทำไมจึงใช้เวลาตัดสินเร็วมากในการ ยุบพรรคพลังประชาชน หรือพรรคไทยรักไทยก่อนหน้านี้ แต่กลับใช้เวลานานในการตัดสินกรณีพรรคประชาธิปัตย์ นี่ก็เป็นตัวอย่างที่พูดกันมากว่าเป็นเรื่องสองมาตรฐาน
จริงๆ แล้วเราก็ต้องยอมรับว่ามันมีมากกว่านี้ เช่น ความเหลื่อมล้ำ ต่ำสูง ระหว่างเมืองกับชนบท ระหว่างคนรวยกับคนจนซึ่งเพิ่มขึ้นมาก อันนี้อาตมาก็ไม่รู้ว่าทางกลุ่มคนเสื้อแดงเขาพูดมากแค่ไหน แต่สังเกตว่าเวลาเขาพูดเรื่องสองมาตรฐาน เขาจะพูดแต่ในแง่กฎหมายหรือการเมือง แต่ว่าความเหลื่อมล้ำต่ำสูงในสังคมเป็นรากเหง้าของสองมาตรฐาน และวิธีแก้มันต้องใช้สันติวิธีอย่างเดียว คุณจะใช้ความรุนแรงแค่ไหนมันก็ไม่สามารถลดช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนได้ คุณใช้ความรุนแรงแค่ไหนก็ไม่ช่วยลดภาวะสองมาตรฐานได้ แต่คุณต้องปฏิรูประบบ ปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง สังคม อันนี้เป็นสันติวิธีเลย คือต้องใช้สติปัญญา แต่เรื่องนี้มันเป็นเรื่องระยะยาว
สำหรับระยะสั้นนี้ สิ่งที่อาตมาคิดว่ารัฐบาลทำถูกคือหลีกเลี่ยงการปะทะ โดยไม่พยายามบังคับใช้กฏหมายอย่างเด็ดขาด เพราะว่าถ้าบังคับใช้กฏหมายอย่างเด็ดขาดตายตัว ก็จะนำไปสู่การสลายฝูงชน นำไปสู่ความรุนแรง รัฐบาลจึงยังไม่ทำ ซึ่งนี่ก็คือสันติวิธีนั่นเอง แต่ว่ามันต้องมีมากกว่านั้น เช่น การดูแลสื่อของรัฐให้ดี เพราะว่าตราบใดที่สื่อของรัฐยังไม่เป็นกลาง ยังโอนเอียง ยังมีการปลุกระดม มันก็จะไม่นำไปสู่สันติเพราะว่าผู้ชุมนุมก็จะโกรธแค้น วันดีคืนดี ก็จะไปยึดสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์ อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นการพยายามทำให้สื่อของรัฐมีความเป็นกลาง หลีกเลี่ยงการยั่วยุ ก็ถือว่าเป็นเรื่องสันติวิธีด้วยซึ่งรัฐต้องยึดมั่นให้ได้
+แล้วสันติวิธีของผู้ที่ไม่ชุมนุมล่ะคะ ควรจะเป็นแบบไหน
เรื่องนี้สำคัญมากเพราะว่าถ้าประชาชนทั่วไปไม่มีความอดทนอดกลั้น ขาดสติ ลุแก่โทสะ ก็จะไปปะทะกับผู้ชุมนุม ประชาชนทั่วไปจะต้องมีความอดทน ที่จะไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม ไม่อย่างนั้นมันจะเกิดภาวะม็อบชนม็อบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหน้าที่รัฐบาลที่ต้องควบคุมทั้ง 2 ฝ่าย ในขณะเดียวกันตอนนี้ก็มีประชาชนทั่วไป ที่พยายามกดดันรัฐบาลให้ใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้ชุมนุม อย่างเช่นตอนนี้ก็มีเสียงเรียกร้องจำนวนมากว่า ทำไมรัฐบาลไม่ใช้มาตรการเด็ดขาด ตรงนี้ประชาชนก็ต้องเข้าใจว่า ถ้ากดดันรัฐบาลอย่างนั้น ก็เท่ากับไปส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง เราต้องการความสงบ แต่สิ่งที่เราอาจจะได้ก็คือความไม่สงบยิ่งกว่าเดิม ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเอาน้ำไปฉีดผุ้ชุมนุมในแยกราชประสงค์ คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น? ผู้ชุมนุมก็อาจจะลุกฮือ ทุบกระจกร้านค้าและ ศูนย์การค้าจนแหลกละเอียดใช่ไหม? และนี่คือสิ่งที่ประชาชนต้องการหรือเปล่า?
ประชาชนต้องการให้เกิดความสงบ คิดว่าความสงบจะเกิดขึ้นได้จากการที่รัฐใช้มาตรการที่เด็ดขาด แต่ตรงกันข้าม สิ่งที่ได้จากการทำเช่นนั้นก็คือความไม่สงบยิ่งกว่าเดิม และจะคุมได้ยากขึ้น เพราะฉะนั้นประชาชนต้องอดทนและเข้าใจว่านี่เป็นเกมของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ที่ต้องการให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง เพราะว่าถ้ารัฐบาลใช้ความรุนแรงเมื่อไหร่ รัฐบาลก็จะเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำ เพราะว่าหนึ่ง ถ้าสลายการชุมนุนแล้วมีคนตายขึ้นมารัฐบาลก็เดือดร้อน สอง การจลาจลที่เกิดขึ้นก็จะสร้างปัญหาให้รัฐบาล เพราะถ้าควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ ลุกลามบานปลายมากขึ้น ก็เดือนร้อนทั้งรัฐบาล ประเทศชาติก็เดือดร้อนด้วย
แต่ว่ามันมีคนกลุ่ม หนึ่งที่ต้องการแบบนั้น ต้องการให้เกิดความรุนแรง รุนแรงแล้วเกิดการจลาจล หรือรุนแรงแล้วเกิดรัฐประหาร ก็มันต้องมีคนที่ได้ประโยชน์จากสองสถานการณ์นี้ ถ้ามีรัฐประหารก็อาจจะทำให้มีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจกันอีก หรือทำให้มีการปราบปรามรุนแรงขึ้นหลังจากรัฐประหาร
+ที่ท่านพูดว่า ‘ประชาชนคนทั่วไปที่ไม่ได้ร่วมชุมนุมต้องอดทนอดกลั้น’ มีวิธีคิดแบบไหนที่ทำให้เขาไปสู่ความอดทนอดกลั้นได้นานพอ
ต้องคิดว่าไม่มีทางลัดสู่ความสงบ เหมือนกับที่เราไม่มีทางลัดไปสู่ประชาธิปไตย เราพลาดนะ ที่คิดว่า ถ้ามีการชุมนุมมากๆ จะวุ่นวาย และทางลัดที่จะนำไปสู่ความสงบนั่นก็คือปราบการผู้ชุมนุม หรือออกกฎหมายไม่ให้มีการชุมนุม นั่นคือวิธีคิดแบบคนไทยที่ต้องการทางลัด จบเร็ว หลายคนเรียกร้องเมื่อไหร่จะปฏิวัติจะได้จบๆ เสียที แล้วเกิดอะไรขึ้น? ปฏิวัติ 19 กันยายน แล้วมันจบไหม? ก่อนหน้านั้นเราก็คิดว่ามันจะจบใช่ไหม ก่อนหน้า 19 กันยายน พันธมิตร ฯก็ต่อต้านคุณทักษิณใช่ไหม มีการชุมนุมและประท้วงลากยาวกันเป็นปี พอเกิดปฏิวัติทุกคนบอกว่ามันสงบ ไม่มีการประท้วงแล้ว มันจริงไหม? หลังจากนั้นมีการประท้วงที่หนักกว่าเดิม การยึดสนามบินสุวรรณภูมิก็สืบเนื่องจากปฏิวัติ 19 กันยายน จนถึงปัจจุบันก็ยึดราชประสงค์
มันไม่มีทางลัดสู่ความสงบ เช่นเดียวกับไม่มีทางลัดสู่ประชาธิปไตย เราจึงจำเป็นต้องอดทน มันไม่มีทางลัด บางทีเราก็ต้องอ้อมบ้าง ต้องยอมเสียเวลาบ้าง อาตมาคิดว่าเราต้องยอมเสียเวลาจะได้ไม่เสียเลือดเนื้อ นั่นคือสิ่งเครือข่ายสันติวิธีกำลังรณรงค์อยู่ เพราะฉะนั้น เขาจะประท้วงยังไงก็ปล่อยไป จะยึดราชประสงค์ก็ยึดไป แต่อย่ากดดันรัฐบาลให้ใช้ความรุนแรง ที่จริงการที่ต่างฝ่ายต่างอดทนมันเป็นเรื่องจำเป็น จะชนะหรือแพ้ก็อยู่ที่มีความอดทนแค่ไหน สมัยก่อน กรุงศรีอยุธยามักจะถูกล้อมโดยพม่าอยู่เป็นประจำ วิธีการที่พม่านิยมใช้คือการยกทัพมาในช่วงหน้าแล้ง แล้วล้อมกรุงศรีอยุธยา สิ่งที่กรุงศรีอยุธยาทำคือรอ พม่าจะล้อมก็ล้อมไปแต่รอจนถึงหน้าฝน พอน้ำหลากพม่าก็ต้องถอนทัพกลับไป นี่คือวิถีที่กรุงศรีอยุธยาใช้ คือรอจนน้ำหลาก ฝ่ายพม่าก็รู้ว่าถ้ารอจนถึงฤดูน้ำหลากตัวเองก็ต้องแพ้ พม่าก็ต้องหาทางยั่วยุให้กรุงศรีอยุธยาส่งทหารออกมาสู้รบกัน ถ้าออกมาก็เสร็จสิ ออกมาก็มีสิทธิแพ้ แต่พม่าก็ไม่กล้าจะบุกเข้าไป ไม่กล้าตีกำแพงเมือง เพราะอยุธยาอยู่ในชัยภูมิที่เหมาะกว่า นี่คือวิธีการที่เราใช้แต่ก่อน คือรอ
นี่คือวิธีการที่ใช้กันมานานแล้ว สมัยสามก๊กก็ใช้วิธีนี้ บางครั้งคุณต้องรอแล้วชัยชนะจะตามมาโดยไม่สูญเสียเลือดเนื้อ อย่าใจร้อน ต้องเข้าใจว่านี่คือสิ่งที่เราทำกันมาในประวัติศาสตร์ และทุกวันนี้แม้จะอยู่ในยุคโลกาภิวัตน์แล้วมันก็ยังได้ผล เราต้องรู้จักรอ
