ภาค๒ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์ วันที่สิบเมษา - บันทึกของอาสาสมัครเพื่อนรับฟัง‏


ผู้ชุมนุมคนที่ ๔
“ปรกติเวลาบ่ายๆ อย่างนี้ พี่นอนพักหรือเปล่าคะ” ฉันถามออกไปด้วยความเกรงใจ
“ก็นอนเล่นไปมั่ง หลับไปมั่ง ถ้าไม่มีคนมาเยี่ยม มาคุย” เสียงตอบอย่างอารมณ์ดี
“แล้วกลางคืนนอนหลับมั้ยคะ” ฉันถามต่อไปเรียบๆ
คน ถูกถามเหลือบมองสบตาฉันแวบหนึ่ง ก่อนจะเสมองไปทางอื่นและยิ้มอย่างเขินๆ “ไม่ค่อยได้นอนหรอก นอนไม่หลับ”  “ทำไมล่ะคะ แปลกที่หรือว่าเจ็บแผล”
ไม่รู้สิ นอนไม่หลับ มันระแวง...ได้ยินเสียงตะโกนอยู่ในตัวว่า ทหารมา ทหารมา ก็คิดไปว่าเขาจะมาจับ กลางคืนก็จะไม่นอนหรอก ยิ่งลุง (พยักหน้าไปทางเตียงข้างๆ) แกยิ่งไม่นอนเลย แล้วมานอนตอนกลางวันเอา”
“ฝันร้ายบ้างมั้ยคะ”
“ก็ฝันเรื่อยๆ ฝันเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมา...”
ข้าง เตียงโรงพยาบาลของชายวัยกลางคนอายุสี่สิบเศษ ได้รับบาดเจ็บบริเวณตาซ้ายจากแรงยิงของกระสุนยาง จากเหตุปะทะบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เวลาบ่ายสามโมง
เขาเข้าร่วมการ ชุมนุมกับกลุ่มนปช. เมื่อกลางปีที่แล้ว เพราะเพื่อนชักชวน และให้เหตุผลของการชุมนุมต่อเนื่องมาจนครั้งนี้ว่าเพราะมัน “สนุก.. ได้มาเจอเพื่อน มาคุยกัน กินข้าวด้วยกัน..” แล้วมาชุมนุมครั้งนี้เพราะต้องการอะไร “ก็มาเรียกร้องประชาธิปไตย รัฐบาลนี้ไม่เห็นช่วยอะไรคนจนได้เลย ไม่เหมือนทักษิณ ทั้งเรื่องที่อยู่อาศัย  บัตร ๓๐ บาท ที่คราวนี้ผมก็ได้ใช้ก็ของเขา หรือเงินกองทุนที่เข้าไปในหมู่บ้าน...”
“ช่วยเล่าถึงเหตุการณ์ตอนที่พี่ได้รับบาดเจ็บหน่อยได้มั้ยคะ”
“ผมมาถึงตอนบ่ายแล้ว (สะพานมัฆวานรังสรรค์) เขาตะลุมบอนกันไปรอบแล้ว ตอนนั้นเป็นช่วงพัก อยู่ห่างกันไม่มาก ทหารยังตั้งแถวอยู่ แถวหน้าน่ะ มีแต่โล่กับกระบองจริง แต่แถวหลังเขาเอาปืน (กระสุนยาง) จ่อมาตามช่องว่างระหว่างโล่ แล้ว ก็เล็งยิงเอา ผมโดนช่วงกำลังพักนั่นแหละ เลือดอาบเลย เพื่อนก็พามาโรงพยาบาล... เรามันมือเปล่า ไม่มีอาวุธหรอก ปืน ระเบิด จะไปเอามาจากไหน” (ท้ายเสียงตวัดสูงอย่างแสดงอารมณ์)
“แล้วพี่โดนอย่างนี้ รู้สึกยังไง โกรธทหารที่ทำมั้ย”
“ไม่โกรธหรอก เขาได้รับคำสั่ง ไม่มีคำสั่งเขาไม่ทำหรอก ทหารเกณฑ์ทั้งนั้น อายุรุ่นลูกรุ่นหลานเรา ตอนเจอกันก่อนหน้านั้น ผมก็ชวนเขาคุยนะ ก็ชวนคุยไปเรื่อยๆ บ้านอยู่ไหน กินข้าวหรือยัง แต่เขาไม่ค่อยคุยกับผมหรอก คงได้รับคำสั่งมา”
“ถ้าอาการดีขึ้น จะกลับไปชุมนุมอีกมั้ย”
“แน่นอน นี่ก็อยากออกไปแล้ว แต่หมอให้รอดูอาการอีกทีวันจันทร์”

ทหารคนที่ ๔
เขา เป็นทหารอาชีพ เป็นพ่อของลูกวัยหกเดือน ถูกเรียกตัวจากจังหวัดปราจีนบุรี มาดูแลการชุมนุมตั้งแต่วันที่ ๑๑ มีนาคม เป็นผู้ควบคุมทหารเกณฑ์ในการเข้ากดดันผู้ชุมนุมบริเวณโรงเรียนสตรีวิทยา ตั้งแต่ช่วงบ่ายจนค่ำของวันที่ ๑๐ เมษายน ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดที่ขาขวา
เขาเล่าว่า “ผมได้รับคำสั่งให้นำทหารเข้ากดดันผู้ชุมนุมให้ออกจากพื้นที่ ก็เดินแถวถือโล่เข้าไป แต่จุดที่เราเข้าไป คนเราน้อยกว่ามาก ถูกตีประกบจากด้านหลังและทางอื่น จนกลายเป็นแซนด์วิชอยู่ตรงกลาง ติดอยู่อย่างนั้นนับชั่วโมง จนนายเข้าไปเจรจาขอให้หยุดและให้ผู้ชุมนุมเปิดทางให้”
“แล้วตอนเจรจากัน พี่ทำอะไรล่ะ”
“ก็นั่งพัก นั่งใกล้ๆ กับผู้ชุมนุมนั่นแหละ พักกันก่อน”
“ได้คุยกันมั้ย”
ก็คุยกันนะ ผู้ชุมนุมก็บอกให้เราเลิก กลับกรมกองไปเถอะ เราก็บอกให้เขากลับไปเล่นสงกรานต์ที่บ้านเถอะ เรามาทำตามหน้าที่...จนเจรจาสำเร็จเคลียร์รถทหารออกมาได้ พอตอนเย็นก็มีคำสั่งให้กดดันอีกรอบ ก็ลุกขึ้นมาตั้งแถวเดินเข้าไปใหม่”
“แล้วพี่ทำยังไงล่ะ กำลังทหารน้อยกว่าเหมือนเดิม พี่รู้สึกยังไง”
หัวเราะ ก่อนตอบ “ก็เราเป็นผู้ควบคุมพลทหาร ถ้าเราไม่เข้า เขาก็ไม่เข้า ก็บอกน้องๆ ว่า เฮ้ย...จะได้กลับไปเล่นสงกรานต์ที่บ้านไง เดี๋ยวบอกผู้กองให้ ต้องปลุกกำลังใจลูกน้องอีกรอบ บางคนมันก็ท้อ ไม่อยากเข้ากดดันแล้ว เพราะไม่เห็นทางสำเร็จ กินข้าวกันตั้งแต่เช้า จนค่ำยังไม่ได้กินอะไรอีกเลย
“มีพลทหารบางคนเป็นลมบ้าง เพราะหิวข้าว ก็ลากกันออกมา แต่ถ้าไม่มีรองเท้าทหารก็แย่เหมือนกัน เพราะแถวส่วนหน้าของผู้ชุมนุมไม่มีอาวุธจริง เขาใช้แผงเหล็กดัน แต่แถวหลังเขาใช้คันธงยาวเหลาปลายแหลม แทงเสียบมาที่ขาของทหาร ถ้าไม่มีรองเท้าหุ้มก็คงเหวอะหวะแหละ ก็โดนแต่ปลาร้ากับพริกน้ำส้ม
“ความรุนแรงของการปะทะ ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหรือเปล่า”
“คิดอยู่นะว่าคงมีเจ็บบ้าง แต่ก็คิดว่าแค่คันธงกับกระบอง แก๊สน้ำตา กระสุนยาง ไม่คิดถึงขนาดจะมีระเบิดแบบนี้”
ผมก็มาทำตามหน้าที่ ในกลุ่มผู้ชุมนุมก็มีคนหลายแบบนะ คนดีก็มี คนเลวก็คงมี ก็ปนๆ กันไป
“แล้วถ้ามีการชุมนุมและถูกเรียกตัวอีกล่ะ”
“ผมก็ต้องมา มันเป็นคำสั่ง”


    ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไร มีความคิดเห็นแบบไหน ทุกคนก็เป็นคนที่มีความต้องการพื้นฐาน ความทุกข์ ความเจ็บปวด คนที่รักและเป็นห่วงเขาเหมือนกัน ขอให้ความเจ็บปวดของพวกเขาเหล่านี้ช่วยเตือนให้เราช่วยกันอย่างถึงที่สุด เพื่อไม่ให้สังคมของเราเกิดประวัติศาตร์เช่นนี้ขึ้นอีกเลย

วันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๓
อาสาสมัครเพื่อนรับฟัง