ภาค๒ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์ วันที่สิบเมษา - บันทึกของอาสาสมัครเพื่อนรับฟัง‏

กลุ่มเพื่อนรับฟัง เป็นกลุ่มอาสาสมัครที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อไปรับฟังความทุกข์ เรื่องราว และความรู้สึกของผู้ได้รับผลกระทบทั้งสองฝ่าย  ที่ได้รับความทุกข์ ความเจ็บปวดและการสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวไม่แตกต่างกัน  และเพื่อให้กำลังใจและความเห็นใจต่อทุกฝ่ายในฐานะเพื่อนมนุษย์คนหนึ่ง เราไม่ได้มีหน้าที่ไปชี้ถูกชี้ผิด ไม่ได้ไปแนะนำหรือเอาเหตุผลใดไปตัดสินหรือกล่าวโทษฝ่ายใดทั้งสิ้น  หน้าที่ของเราคือการไปรับฟังผู้ที่ได้รับความทุกข์ในฐานะเพื่อนมนุษย์คน หนึ่ง และนำเรื่องราวบางส่วนมาบอกเล่ากับสังคม
   
    ในวันที่ ๑๖ เมษายน ๒๕๕๓ กลุ่มเพื่อนรับฟังได้เดินทางไปเยี่ยมผู้ป่วยฝ่ายทหารที่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และฝ่ายนปช.ที่โรงพยาบาลกลาง ทั้งหมดเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายนที่ผ่านมา

    ต่อไปนี้เป็นข้อมูลที่อาสาสมัครทั้ง ๙ คนได้รับฟังจากผู้บาดเจ็บ ซึ่งพวกเราหวังว่า “เสียง” เหล่านี้จะช่วยย้ำเตือนผลของความรุนแรงที่เกิดขึ้น และช่วยให้เตือนใจให้เราไม่เดินกลับไปซ้ำรอยเดิมอีก

ผู้ชุมนุมคนที่ ๑
ผู้บาดเจ็บเป็นชายอายุสี่สิบปลาย เขาเล่าอย่างภาคภูมิใจว่า “ผมถูกยิงในขณะที่ยืนอยู่บนรถถัง ผมกำลังคุ้มกันไม่ให้ฝูงชนเข้าไปรุมทำร้ายทหารที่อยู่ในรถถัง”  ทันใดนั้นกระสุนลูกหนึ่งก็พุ่งทะลุโคนขาข้างซ้ายจากด้านหน้าออกด้านหลังและส่งเขากลิ้งลงมาที่พื้นทันที แผลของเขาไม่มีอาการข้างเคียงอื่นๆ เมื่อเนื้อขึ้นเต็มก็สามารถกลับบ้านได้  ถามว่าเขารู้สึกอย่างไรกับผู้ที่ทำร้ายเขา เขาตอบทันทีว่าไม่คิดอะไรมาก คิดว่าตนเองยังโชคดีกว่าอีกหลายคนที่โดนหนักกว่านี้หรือถึงขั้นเสียชีวิต

ทหารคนที่ ๑
 “เสียใจที่คนไทยมาสู้กันเอง ... สู้ในป่าดีกว่า ยังรู้ว่าสู้กับใคร สู้กับฝ่ายไหน” นายสิบจากลพบุรี ผู้รับราชการทหารมาเจ็ดปีแล้ว กล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าๆ   แม้จะถูกตีด้วยท่อนไม้ เข้าบริเวณข้อเท้าจนกระดูกแตก ต้องใส่เฝือกอยู่อีกหลายเดือน แต่ก็บอกว่าไม่ได้โกรธไม่ได้เกลียดคนที่ทำ เพราะ “เราต่างก็เป็นญาติกัน ในหมู่ทหารก็มีญาติผู้ชุมนุมแหละ ผมมีญาติอยู่หลายจังหวัด ในหมู่ผู้ชุมนุมก็ต้องมีญาติพวกเราอยู่ด้วยแน่นอน”
เขาบอกว่าหน้าที่สำคัญของเขาและลูกน้องในหมู่คือการรักษาความสงบ

เขาประจำการอยู่ที่ข้างทำเนียบ  ในขณะที่ทั้งสองฝ่ายเริ่มดันและใช้กำลังกันแล้ว คุณป้าสูงวัยที่อยู่ด้านหน้าท่านหนึ่งล้มลง พลทหารในหมู่ของเขาต้องคอยใช้โล่ป้องกันให้คุณป้า ด้วยในสถานการณ์ชุลมุนต่างฝ่ายต่างตี จนแทบไม่มีใครดูว่าใครตีโดนใครบ้าง  ลูกหมู่ของเขาคนนี้ดูแลคุณป้าจนตนเองถูกตีจนกระดูกไหปลาร้าหัก  ในระหว่างการพูดคุย ผมยังได้ยินบทสนทนากับผู้บังคับบัญชาของเขาทางโทรศัพท์ว่านายสิบผู้นี้ยังได้เจียดเงินของตนเองให้กับลูกหมู่ที่บาดเจ็บกว่าคนนี้และคนอื่นด้วย

“ฝากไปบอกว่ามีอะไรให้คุยกันเถอะ” เขาบอกไว้ก่อนผมกลับ

ผู้ชุมนุมคนที่ ๒
เขาเป็นคนต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในการชุมนุมของกลุ่มน.ป.ช. ครั้งนี้เพื่อสนับสนุนจุดยืนของแฟนสาวและครอบครัวของเธอ ครั้งนี้เป็นการเข้าโรงพยาบาลครั้งที่๒ หลังจากได้รับการบาดเจ็บจากการปะทะในวันที่๑๐ ที่ผ่านมา เขาได้รับบาดเจ็บบริเวณไหล่ และลำตัวด้านซ้ายเหมือนโดนสะเก็ดระเบิด ซึ่งตอนนี้หมอบอกว่ามีสะเก็ดเล็กฝังอยู่ในร่างของเขาบริเวณระหว่างหัวใจและปอด ตอนนี้อยู่ระหว่างดูอาการ เขาเล่าถึงเหตุการณ์ในวันนั้นว่า ผู้ชุมนุมทราบว่าจะมีทหารเข้ามาขอพื้นที่คืนในตอนเช้า ซึ่งในตอนนั้นหมู่ผู้ชุมนุมไม่มีใครคาดว่าจะมีความรุนแรงเกิดขึ้น แต่เมื่อเริ่มมีการปะทะ และได้ยินว่ามีการทำร้ายผู้ชุมนุม เขาได้ตามออกไปดูแลน้องชายของแฟนซึ่งวิ่งไปหาแนวปะทะ จึงได้รับบาดเจ็บและถูกนำส่งโรงพยาบาล

เขามองว่าการชุมนุมเพื่อแสดงจุดยืนทางการเมืองบางครั้งก็อาจมีการสูญเสีย เกิดขึ้น และได้แบ่งปันเรื่องราวคล้ายกันที่เกิดขึ้นในประเทศของเขา เขาคิดว่าการเมืองของประเทศไทยกำลังเคลื่อนไปในทิศทางที่แข็งแกร่งขึ้น

แฟนสาวของเขาได้กล่าวเสริมถึงเหตุผลที่เธอมาร่วมชุมนุมว่า เธออยากเห็นประเทศไทยพัฒนาในทางที่ดีขึ้น ให้พี่น้องชาวนาที่ปลูกข้าวให้คนทั้งประเทศกินมีฐานะที่ดีขึ้น อยากได้รัฐบาลที่รับฟังปัญหาของประชาชน และพร้อมที่จะหาทางแก้ไขให้ประชาชนโดยไม่แบ่งพรรคแบ่งพวก เธอคิดถึงภาพใน3 - 4 ปีก่อนที่เธอคุยกับเพื่อนบ้าน ช่วยเหลือกัน และเห็นเขาเป็นคนไทยด้วยกัน แต่บัดนี้เธอกลัวที่จะคุยกับเพื่อนบ้านที่ต่างสี กลัวว่าจะทะเลาะกันและตีกัน เธออยากให้ทุกคนกลับมาเป็นคนไทยด้วยกันอีกครั้ง


ทหารคนที่ ๒
หลังจากติดมาลาเรียขณะไปประจำการที่จังหวัดราชบุรี จนต้องไปพักรักษาตัวในโรงพยาบาลที่กาญจนบุรีอยู่ช่วงหนึ่ง  เพิ่งออกจากโรงพยาบาลได้ไม่กี่วัน พลทหารหนุ่มรายนี้ต้องมานอนในโรงพยาบาลอีกครั้ง เนื่องจากถูกตีที่ศีรษะจนสลบขณะ “ทำหน้าที่รักษาความสงบ” บริเวณใกล้วัดบวรนิเวศวิหาร มาฟื้นอีกทีบนเรือที่กำลังนำตนเองส่งโรงพยาบาล  หลังจากนั้นก็ทราบข่าวที่ว่าต้องพักฟื้นกระดูกเท้าที่ร้าวจนเลยกำหนดปลดประจำการที่ใกล้จะมาถึงแล้วด้วย  “แต่ผมยังชอบการเป็นทหารนะครับพี่” เขาบอก  ส่วนความใฝ่ฝันของเขาที่ยังไม่ได้รับการเติมเต็ม คือการได้ไปช่วยดูแลความสงบให้กับพี่น้องประชาชนที่ภาคใต้

ไม่มีญาติมาเยี่ยมเขา เพราะเขามีแต่คุณแม่ที่ชรามากแล้ว และอยู่ไกลด้วย เขาได้แต่โทรศัพท์บอกว่าไม่ต้องห่วง และปลอบคุณแม่ว่าตนไม่ได้เป็นอะไรมาก  เมื่อถามว่าหากผู้ชุมนุมจะมาเยี่ยมเขารู้สึกโอเคไหม เขาว่า “ผมโอเคครับ ผมอยากจะคุย อยากจะรู้ว่าทำไมเขาถึงเชื่อสิ่งที่เขาเชื่ออยู่ ... ผมคิดว่าอย่างไรซะคนเราควรจะคุยกัน”

ผู้ชุมนุมคนที่ ๓
ผู้ชุมนุมชายอายุ ๕๔ ปี บาดเจ็บด้วยแรงกระแทกจากกระสุนยางบริเวณเบ้าตาซ้าย ระหว่างเข้าไปพูดคุย ลูกสาวและหลานชายเดินทางมาเยี่ยมคุณลุง
“ลุงคะ ถ้าอาการดีขึ้น จะกลับไปชุมนุมอีกมั้ย”
“ไปสิ ลุงมาร่วมตั้งแต่ปี ๔๙ แล้ว ทักษิณเขาเป็นนักประชาธิปไตย ช่วยเหลือคนยากจนอย่างเท่าเทียมกัน ตอนอีกกลุ่มมาไล่ ลุงก็เป็นกลุ่มมาเชียร์” ลุงตอบพร้อมกับมองสบตาฉันด้วยแววตาจริงจัง
“ลุง” ได้รับบาดเจ็บจากเหตุปะทะบริเวณสี่แยกคอกวัวในเวลาประมาณสองทุ่ม
“พี่เตียงข้างๆ เขาบอกลุงไม่นอนเลยเหรอ กลางคืนน่ะ”
ลุงถอนสายตากลับไปทันที มองออกไปนอกหน้าต่าง “ก็หลับบ้าง ตื่นบ้าง”
“ฝันร้ายรึเปล่าคะ”
“ก็มีมั่ง(ตอบเสียงเบา)... แต่ถ้าลุงไม่ออกมาเรียกร้องอย่างนี้ รุ่นเรายังลำบากกันขนาดนี้ แล้วรุ่นลูกหลานจะลำบากขนาดไหน รัฐบาลนี้มาโดยไม่ชอบธรรม ลุงอยากเรียกร้องความยุติธรรมกลับคืนมา ให้ยุบสภา แล้วมาเลือกตั้งกันใหม่ ถ้าเขาดีจริง เขาก็ได้กลับมา จะกลัวอะไร” ลุงพาแววตาจริงจังกลับมาสบตาฉันตรงๆ อีกครั้ง
“ลุงมาทุกวันศุกร์ เลิกงานก็มา ค้างคืนที่ชุมนุมเลย กลับอีกทีก็วันอาทิตย์ ในชีวิตไม่เคยมีอย่างนี้ ใครก็ไม่รู้ ผู้หญิง ผู้ชาย เราไม่แยก กินข้าวกล่องเดียวกัน มีอะไรก็แบ่งกันกิน ตอนนอนปูพลาสติกเข้าก็นอนไปบนถนนนั่นแหละใกล้ๆกัน อย่างนี้ในชีวิตไม่เคยมี” เล่าถึงตอนนี้ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของลุง
“แล้วที่เกิดการปะทะกัน มีคนเจ็บ คนตาย ลุงรู้สึกยังไง”
“ตายไปแค่ยี่สิบกว่าคนเอง เผลอๆ ครึ่งนึงที่ตาย ลุงก็รู้จัก”
“แล้วลุงรู้สึกยังไงคะ”
“ก็เศร้านะ...” ลุงถอนสายตากลับไปยังนอกหน้าตาอีกครั้ง เสียงสะดุดลง ทิ้งให้ความเงียบแทรกซึมเข้ามา... ไม่กี่วินาที ลุงหันกลับมาด้วยรอยรื้นในดวงตา “แต่ถ้าลุงไม่ทำ แล้วลูกหลานจะอยู่ยังไง”

ทหารคนที่ ๓
ทหารคนนี้โดนสะเก็ดระเบิดเข้าที่ขาขวา และต้นแขนขวา พอรู้ว่าเรามาเพื่อรับฟังผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ เขาก็เริ่มเล่าเรื่องในสมรภูมิกลางเมืองโดยไม่รั้งรอ เขายังตื่นตระหนกกับสิ่งที่เกิดขึ้น สังเกตได้จากเรื่องราวที่เล่าอย่างไม่ประติดประต่อ เขาเป็นพลทหารที่ประจำการอยู่ที่สระแก้ว และเขาไม่รู้จักกรุงเทพฯ เขาไม่รู้ว่าผู้บังคับบัญชาให้เขามาทำอะไร และเขาตื่นตระหนกมากเมื่อพบว่าทหารที่มีแค่โล่กับกระบองต้องมาตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีอาวุธสงครามร้ายแรงถูกยิงเข้าใส่กัน
 
"ทหารมีแค่โล่กับกระบอง และเราทำตามที่ผู้บังคับบัญชาสั่ง ถ้าเราผิดคำสั่งเราก็ซวย แต่ฝั่งโน้นเขามีทุกรูปแบบ ที่เจ็บสุดคืออิฐ เป็นอิฐขอบถนนที่หนักๆ ไม้ไผ่เหลาแหลมๆ เหล็กเต้นท์ เหล็กบางเหลาคมมาก เสียบทีเดียวทะลุได้ มีน้ำปลาร้า น้ำพริกไทย โดนแล้วจะแสบร้อนและคันมาก อาวุธดีๆทั้งนั้น ชุดทหารผมยังมีกลิ่นปลาร้าติดอยู่เลย"
 
เมื่อถามว่าเขารู้สึกอย่างไรจากการได้รับบาดเจ็บ
"ผมรู้สึกแค้น มันทำกันได้ขนาดนี้ มันตีเพื่อนผมบางคนหนีไม่ทันก็บาดเจ็บหนัก ยังดีที่ผมยังหนีออกมาได้ ตอนนี้มันไม่ใช่แค่การชุมนุม มันเป็นการก่อการร้าย บ้านเมืองไม่มีทางมีความสุข ถ้าผมหายเจ็บนะ ผมก็จะขอกลับไปปฏิบัติหน้าที่ต่อเพื่อรักษาชาติบ้านเมือง อยากให้การชุมนุมเลิกไป ผมอยากกลับไปช่วยเพื่อนที่มาด้วยกัน"

>> อ่านต่อหน้า ๒