ยอมถอยคนละก้าว ก่อนจะสูญเสียมากกว่านี้

พิธีกร  เรื่องที่พูดถึงดูจะเป็นการยากเหมือนกันนะครับ ที่จะปรับเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิด ปรับเปลี่ยนความเคยชิน ปรับเปลี่ยนสิ่งที่ตัวเองเชื่ออะไรอย่างนี้นะครับ จะใช้อะไรบ้างที่จะช่วยทำให้มีเงื่อนไขที่จะทำเรื่องเหล่านี้ได้มากขึ้นการ ปรับเปลี่ยนต่างๆนี้ได้มากขึ้นครับ

พระไพศาล  ความสูญเสียที่เกิดขึ้นมันน่าจะเป็นสัญญาณเตือนหรือเป็นตัวกระตุ้นให้เราหัน กลับมาลดราวาศอกกัน เท่าที่ผ่านมาทั้งสองฝ่ายพร้อมที่เผชิญหน้า แต่พอเกิดความสูญเสียขึ้นแล้วอาตมาคิดว่าคนจำนวนไม่น้อยไม่อยากจะเผชิญหน้า แล้ว เพราะว่าเผชิญหน้าแล้วมีการสูญเสียตามมา อาตมาคิดว่าควรใช้โอกาสนี้ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง  โดยมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยอมถอยก่อน  อันนี้อาตมาคิดว่ามันไม่น่าจะยากเกินไปเพราะว่ามันไม่ได้แปลว่าฝ่ายใดฝ่าย หนึ่งพ่ายแพ้โดยไม่ได้อะไรเลย  ถ้ายอมถอยก็อาจได้อะไรติดมือพอสมควร แม้จะไม่ได้ทั้งหมด   เรื่องถูกเรื่องผิดว่าคนตายเกิดจากฝีมือของใครก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องหาคำ ตอบและหาคนรับผิดชอบ   นั่นเป็นเรื่องที่ต้องทำ  แต่เฉพาะหน้าก็ควรจะหาทางลงให้ได้ จะได้ไม่ต้องเผชิญหน้ากันอย่างสุ่มเสี่ยงอีก

อย่างไรก็ตามจะเกิด อย่างนี้ได้ต้องอาศัยกระแสสังคมช่วยด้วย สื่อด้วย แทนที่จะเรียกร้องให้มีการเผชิญหน้าหรือกระตุ้นให้มีการเผชิญหน้ากัน ก็เรียกร้องหรือกดดันให้มีการหันเข้ามาเจรจากัน อาตมามองไม่เห็นทางอื่นนะ เพราะว่าเราสูญเสียขนาดนี้แล้ว ถ้าเรายังไม่สำนึกอีกเราก็จะต้องสูญเสียมากกว่านี้ เหตุการณ์เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จะเรียกว่าเทวทูตมาเตือนก็ได้ คือเตือนว่าถ้ายังดึงดันกันเหมือนเดิมจะสูญเสียหนักว่านี้อีก

พิธีกร  ประเด็นเรื่องของการเจรจาต้องการเงื่อนไขอย่างไร ในมุมมองของหลวงพี่ไพศาลที่สามารถจะให้เกิดการพูดคุยกันและก็ส่งผลที่น่าจะ เป็นได้มากขึ้น

พระไพศาล   การเจรจากันอาจจะทำในระดับล่างก่อน อย่าไปติดกับคุณอภิสิทธิ์กับแกนนำ อาจจะคุยในระดับล่างแล้วก็ไม่ควรเกี่ยงว่าเป็นใคร คือที่ผ่านมาแกนนำผู้ชุมนุมบอกว่าต้องเป็นคุณอภิสิทธิ์เท่านั้น ซึ่งก็ได้ทำไปแล้ว  แต่ว่าตอนนี้อาตมาคิดว่าไม่ควรกำหนดเงื่อนไขว่าต้องเจรจากับคนนั้นคนนี้ แม้จะมีผู้เจรจาในระดับที่ต่ำกว่า ก็คือเรื่องทำอย่างไรการชุมนุมจะไม่เสียหายไปมากกว่านี้ เอาแค่นี้ก่อน ยังไม่ต้องเจรจาว่าจะให้ยุติการชุมนุมหรือว่าให้ยุบสภาก็ได้   แต่มาคุยว่าในเมื่อผู้ชุมนุมอยู่ที่ราชประสงค์หรือผ่านฟ้าก็ดีทำอย่างไรถึง จะอยู่กันได้โดยที่ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนไปมากกว่านี้ ทำอย่างไรถึงจะไม่มีการเผชิญหน้ากัน จะต้องไม่มีการปิดสื่อของผู้ชุมนุมหรือว่าปิดเว็บไซต์ต่างๆ อันนี้อาตมาคิดว่าเราต้องเริ่มจากตรงนี้ก่อน เพราะเราไม่แน่ใจว่าสื่อพีทีวีเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการฆ่ากัน นำไปสู่การกดดันยั่วยุแค่ไหน อาตมาคิดว่าเอาเรื่องเล็กๆ ประเด็นย่อยๆ ที่มันจะกระตุ้นให้เกิดความโกรธแค้นหรือว่าการเผชิญหน้ากัน เรื่องเหล่านี้นี่ผู้เจรจาจะเป็นใครก็ได้ แต่มีอำนาจที่จะตัดสินใจได้อาตมาคิดว่าเป็นตัวกลางก็ได้นะถ้าหากว่าจำเป็น แล้วอาตมาก็ไม่คิดว่าเจรจาระดับนี้จะต้องถ่ายทอดสด

พิธีกร ที่ผ่านมาเขาอาจกลัวว่าเดี๋ยวจะไปงุบงิบอะไรกันหรือเปล่า

พระ ไพศาล  ถ้าคุยเรื่องใหญ่ๆ อย่างเช่นการยุบสภาก็ต้องระวังการกล่าวหากัน แต่ถ้าเป็นการตกลงกันในเรื่องการชุมนุม อาตมาคิดว่าน่าจะไว้ใจกันและกัน  และก็ไม่มีผลเสียหาย ตกลงกันอย่างไร ผู้ชุมนุมก็ยังอยู่ต่อไม่ได้เลิกไป รัฐบาลก็ยังเดินหน้าต่อไป สภาก็มีต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศยุบ แต่ว่าในระดับพื้นที่ ระดับการเผชิญหน้าระหว่างทหารกับผู้ชุมนุมก็จะคลี่คลายลง อาตมาคิดว่าบรรยากาศร้อนแรงตอนนี้ทำเท่านี้ก็น่าจะพอ ส่วนเรื่องใครผิดใครถูกก็ต้องว่ากันไป   ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายไม่สามารถพูดได้เต็มปากว่าไม่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง อันนี้ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ว่าในบรรยากาศที่ร้อนแรงอยู่ตอนนี้อาตมามองไม่เห็นว่าจะความร้อนแรงจะลด ลงได้อย่างไร ถ้าหากว่าไม่มีการเจรจาหรือว่าถอยกันคนละก้าว  พอบรรยากาศความร้อนแรงลดลงแล้ว  ความเดือดร้อนที่จะเกิดกับคนกทม. ก็ไม่มาก เพราะไม่มีการเคลื่อนย้ายไปที่ต่างๆ   เมื่อละฝ่ายอยู่ในที่ตั้ง รวมทั้งตั้งหลักได้ มีสติกันมากขึ้น  ตอนนี้แหละที่อาตมาคิดว่าการจะคุยเรื่องยากๆ เรื่องใหญ่ๆ  ก็จะเป็นไปได้ แต่สิ่งที่ควรทำเฉพาะหน้าตอนนี้คือจะทำอย่างไรให้ไม่มีการปะทะกันไม่มีการ สูญเสียเลือดเนื้อกัน เพราะถ้าทำอย่างนั้นแล้ว ก็ไม่รู้ว่าประชาธิปไตยจะยังอยู่หรือเปล่า เพราะว่าคนที่จ้องจะรัฐประหารหรือว่าทำอะไรที่ผิดครรลองประชาธิปไตยก็มีอยู่ และพร้อมจะฉวยโอกาสตลอดเวลา

พิธีกร พระไพศาลครับ กับเรื่องที่เป็นความรู้สึกที่แตกต่างกันมาก คืออาจจะพูดได้ว่า ๓-๔ ปีนี้เป็นขั้วความคิดขั้วความรู้สึก วันที่ ๑๑ เมษายนนี้อาจารย์จอน อึ๊งภากรณ์ก็เขียนบทความสั้นๆ สองสามเรื่อง เรื่องหลังพูดถึงสังคมสองมาตรฐาน ซึ่งจะเกี่ยวกับเรื่องสิทธิเสรีภาพ เรื่องการมอง การปราบ หรือว่าเรื่องการใช้สิทธิเสรีภาพต่างๆ  ผมคิดว่าประเด็นนี้ยังคาอยู่ครับหลวงพี่ไพศาล

พระไพศาล  เดิมสังคมไทยก็มีสองมาตรฐานอยู่แล้ว แต่มันหนักขึ้นเพราะความกลัวความเกลียดความโกรธ เมื่อมีความกลัวความเกลียดความโกรธ โดยเฉพาะมีการป้ายสีตีตราว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นพวกเลวร้าย การใช้สองมาตรฐานก็เกิดขึ้นได้ง่ายมาก  เพราะว่าเมื่อเราเห็นว่าใครเลว เราก็คิดว่าจะใช้วิธีการใดกับเขาก็ได้ แม้จะเป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องก็ตาม  จะเอากฎหมายมาใช้เล่นงานคนกลุ่มนี้ยังไงก็ได้ จะต้องบิดกฎหมายก็ยอม  หรือจะเลือกปฏิบัติกับคนพวกนี้ก็ได้ เพราะมันเลว   ทั้งหมดนี้มันเกิดจากความกลัวความเกลียดความโกรธที่ฝังลึก

จะว่าไป สองมาตรฐาน ไม่ได้มีเฉพาะกับฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่กุมอำนาจ ฝ่ายที่เป็นผู้ชุมนุมก็ใช้สองมาตรฐานอยู่ไม่น้อย  เช่น ถ้าพวกตัวเองทำอะไรก็ถูกหมด ถ้าฝ่ายตรงข้ามทำ แม้จะทำอย่างเดียวกัน ก็ถูกมองว่าผิดหมด  เรื่องอย่างเดียวกันฉันทำได้แต่คนอื่นห้าม อย่างนี้เป็นต้น  สองมาตรฐานมันอยู่ในใจคนไม่ได้อยู่ที่ระบบหรือโครงสร้างอย่างเดียว ะตราบใดที่เราไม่สามารถลบสองมาตรฐานในใจเราได้ สังคมไทยก็จะมีสองมาตรฐานอยู่เรื่อยไปในโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม สองมาตรฐานในจิตใจเรานั้นเกิดจากความกลัวความเกลียดความโกรธที่ทำให้เกิด อคติต่อกัน

นี้เป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขไปพร้อมกันทำให้โครงสร้างหรือ กลไกทางเศรษฐกิจ การเมือง สังคมเป็นมาตรฐานเดียวกัน  เพราะถ้าเรายังมีความกลัวความเกลียดความโกรธอัดแน่นในจิตใจ เราก็พร้อมที่จะใช้วิธีที่ไม่ถูกต้องกับอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีใบสั่งให้จัดการกับคนนั้นคนนี้ก็ทำได้เพราะว่าฝ่ายนั้นเลวฝ่ายนั้นไม่ดี ทำอะไรกับเขาก็ได้ทั้งนั้น  อย่างไรก็ตามตอนนี้การชุมนุมของเสื้อแดงก็ทำให้ทุกฝ่ายยอมรับกันไม่มากก็ น้อยแล้วว่าสังคมเรามีสองมาตรฐานจริงๆ  ที่รัฐบาลอภิสิทธิ์พูดว่าจะให้มีการปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ก็มีเสียงขานรับและเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่ายมาก อาตมาคิดว่ามันน่าจะเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้กัน อย่างจริงจัง อาตมาคิดว่านี้เป็นความสำเร็จของนปช. ที่ทำให้ประเด็นสองมาตรฐาน  และการปฏิรูปโครงสร้างเป็นวาระของประเทศขึ้นมา แต่ทำอย่างไรถึงจะเกิดการขับเคลื่อนได้ไม่ใช่แค่การหาเสียง ตรงนี้ต้องหาข้อตกลงร่วมกัน มีกลไกสักอย่างหนึ่งที่เป็นหลักประกันว่าจะเกิดการปฏิรูปเพื่อทำให้สังคมไทย มีสองมาตรฐานน้อยลง จะให้ดีกว่านั้นทั้งสองฝ่ายต้องมาร่วมมือกันลดความกลัวความเกลียดความโกรธใน ใจลงด้วย   ความกลัวความเกลียดความโกรธเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายไม่รู้จักกันดีพอ เราสร้างภาพที่เลวร้ายให้แก่กันและกัน แล้วเราก็เชื่อจริง ๆว่าอีกฝ่ายเลวร้าย เสื้อแดงก็ไม่ค่อยรู้จักเสื้อเหลือง เสื้อเหลืองก็ไม่ค่อยรู้จักเสื้อแดง เพราะว่าทั้งสองฝ่ายดูแต่ทีวีของตัวเอง  เสื้อเหลืองรู้จักเสื้อแดงผ่านเอเอสทีวี ส่วนเสื้อแดงก็รู้จักเสื้อเหลืองผ่านพีชาแนล  ก็เลยเห็นซึ่งกันและกันเป็นยักษ์มาร  เพราะรับฟังข้อกล่าวหาที่ผิดๆ ถูกๆ เกี่ยวกับอีกฝ่ายหนึ่ง  จึงทำให้เกิดความคิดแบบความสุดโต่งมากขึ้น

อาตมา มีเฟซบุ๊ค คนที่แอดเข้ามามีทั้งเสื้อเหลืองเสื้อแดง  อ่านความเห็นของทั้งฝ่ายแล้วก็เห็นเลยว่าเต็มไปด้วยอคติมาก เห็นได้ชัดว่าทั้งสองฝ่ายไม่ค่อยรู้จักมากเท่าไรก็เลยกล่าวหากันอย่างเสียๆ หายๆ  ทำอย่างไรจึงจะให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน มองเห็นซึ่งกันและกันเป็นมนุษย์มากขึ้น  วิธีหนึ่งคือฟังกันให้มากขึ้น ตอนนี้เราฟังกันน้อยเพราะเราสรุปแล้วว่าทั้งสองฝ่ายไม่ดีทั้งคู่ เสื้อเหลืองก็ว่าเสื้อแดงเป็นพวกทักษิณ  เสื้อแดงก็บอกว่าเสื้อเหลืองเป็นพวกอำมาตย์    นี่เป็นมายาคติที่ฝังลึกมาก ก็เลยไม่ฟังกันอีกต่อไป  ทุกฝ่ายคิดว่าตัวเองรู้ดีแล้วว่าพวกนี้มันเลว   ที่ผ่านมาเราตัดสินคนจากสีเสื้อหรือยี่ห้อ   อาตมาคิดว่าทั้งฝ่ายต้องมารู้จักกันในแง่บุคคลต่อบุคคลให้มากขึ้น หันมาคุยกัน หันมามีปฏิสัมพันธ์กัน   

ที่อาตมาอยากเห็นการเจรจา ของรัฐบาลกับแกนนำนปช. โดยเริ่มจากประเด็นง่ายๆ ก่อน ข้อดีคือมันจะทำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักกัน และไว้ใจกันมากขึ้นเรื่อยๆ  ที่จริงตอนที่มีการเจรจากันโดยถ่ายทอดสด วันแรกก็ช่วยให้เห็นว่าทั้งสองฝ่ายก็รู้จักกัน มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน แต่ว่าพอวันที่สองมายาคติเดิมๆ ก็กลับมาใหม่ ต่างกล่าวหากันไปกล่าวหากันมา ถ้าเราไม่ทำอะไรกับมายาคตินี้ ความกลัวความโกรธความเกลียดก็จะยังอยู่และรุนแรงมากขึ้น ต้องแก้ตรงนี้ด้วย

พิธีกร คงสนทนากันเป็นประเด็นสุดท้ายแล้วครับ  ผู้ฟังทุกท่าน ประชาชนทั่วไปที่มีความหวังความตั้งใจอยากจะให้เกิดการพัฒนาบ้านเมืองที่ดี ด้วย ขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เกิดความรุนแรง ไม่อยากให้เกิดสงครามกลางเมือง  อยากให้กลับสู่ภาวะปกติ แต่ว่าหลายส่วนก็ได้แค่ติดตามสถานการณ์ เราจะมีส่วนร่วมกับเรื่องราวต่างๆ อย่างเข้าใจ และช่วยผลักดันในสิ่งที่ดีได้อย่างไรบ้างครับ

พระ ไพศาล  ตอนนี้ประเทศไทยมีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกันมาก การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจะทำให้การขับเคลื่อนเป็นไปได้ยาก เพราะว่าการขับเคลื่อนเพื่อการปฏิรูป เพื่อการพัฒนาประชาธิปไตยต้องอาศัยฉันทามติจากสังคม แต่ตอนนี้ฉันทามติเกิดขึ้นไม่ได้เลย เพราะเรามองไปคนละทิศละทาง เพราะความโกรธความเกลียดความกลัว ไม่ว่าจะใส่เสื้อสีอะไรก็ตามอยากให้ฟังอีกฝ่ายหนึ่ง
คนเหล่านี้บางทีก็ อยู่บ้านเดียวกันนั่นแหละ พ่อเสื้อเหลือง แม่เสื้อแดง หรือแม่เสื้อเหลือง ลูกเสื้อแดง อาตมาคิดว่าแม้แต่ในบ้านเราก็คุยกันน้อย ในพุทธศาสนามีคำว่าสัจจานุรักษ์ คือการคุ้มครองสัจจะหมายความว่าการไม่ยึดติดหรือยืนกรานว่าสิ่งที่ฉันรู้ หรือคิดนั้นถูกต้องเป็นจริง    ถ้ามีสัจจานุรักษ์เรากะเปิดใจฟังความคิดที่เห็นที่ต่างจากตัว  แต่ถ้าคิดว่าฉันรู้หมดแล้ว ฉันถูก แกผิด ถ้าเราไม่มีสัจจานุรักษ์การเผชิญหน้ากันจะต้องมีต่อไป  ดังนั้นเราจึงต้องเริ่มจากการเปิดใจฟังซึ่งกันและกัน  ถ้าทำอย่างนี้ได้ ทีละเล็กละน้อยบ้านเมืองก็จะค่อย ๆ ดีขึ้น ไม่แตกแยกกันอย่างนี้