- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
ท่าทีชาวพุทธในสถานการณ์ที่ขัดแย้ง - พระไพศาล วิสาโล
(สัมภาษณ์โดยสถานีวิทยุ ๙๑๙ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา เมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๓)
พิธีกร กราบนมัสการพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล วันนี้มีคำถามอยากจะกราบเรียนถามพระอาจารย์ ซึ่งสถานการณ์การเมืองขณะนี้เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ค่อนข้างที่จะสร้างความวิตกกังวลใจให้คนในสังคมเป็นส่วนมาก อยากจะเรียนถามพระอาจารย์ว่า ท่าทีของชาวพุทธต่อสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าว ควรจะทำใจอย่างไรดีในการวางตัว วางใจ หรือว่าการแสดงออกในส่วนของชาวพุทธทั่วๆ ไป
พระไพศาล ควรมองว่าเหตุการณ์แบบนี้เป็นธรรมดาโลก เป็นธรรมดาโลกที่คนจะมีความเห็นขัดแย้งกัน รวมถึงการมีผลประโยชน์ขัดกันด้วย เราจึงไม่ควรรู้สึกตื่นตระหนกตกใจหรือตึงเครียดกับเหตุการณ์เหล่านี้ นอกจากนั้นอาตมาคิดว่าเราควรมีท่าทีต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่นผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมองว่าเขาเป็นพี่น้องของเรา เป็นเพื่อนร่วมโลก ที่รักสุขเกลียดทุกข์เช่นเดียวกับเรา อาตมาคิดว่านี่เป็นท่าทีของชาวพุทธต่อบุคคลทั่วไป ผู้ชุมนุมหรือใครก็ตามอาจจะมีความเห็นต่างจากเรา เราก็ควรมีใจกว้าง พร้อมที่จะยอมรับความแตกต่างทางความคิด ความคิดบางอย่างอาจจะไม่ถูกใจเรา เราก็อย่าเพิ่งไปตีขลุมว่า เขาคิดผิด ขณะเดียวกันก็ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นว่าความคิดของเราถูกร้อยเปอร์เซนต์ ถ้ายึดมั่นอย่างนั้นก็จะทำให้เราไม่ยอมรับความคิดของคนอื่นเลย
อีกส่วนหนึ่งที่อาตมาคิดว่าจำเป็นต้องมีคือ การมีสติ อย่าให้ความโกรธ ความเกลียดครองใจ ความโกรธความเกลียดเกิดขึ้นในใจได้ เราห้ามได้ยาก แต่เราควรดูแลรักษาไม่ให้มันครองจิตครองใจเราได้ เพราะถ้าใจเรามีความโกรธความเกลียดแล้วเราจะไม่รับฟังคนอื่น ใจเราจะปิดทันที แล้วเราก็จะทุกข์เพราะความโกรธความเกลียดนั้น
ตอนนี้เหตุการณ์บ้านเมืองเป็นความจริงที่เราปฏิเสธไม่ได้ เราก็ต้องรับรู้เหตุการณ์เหล่านั้นอย่างรู้เท่าทัน จะปิดหูปิดตาก็คงไม่ถูกเพราะว่ามันมีผลกระทบกับตัวเรา ถ้าเราปิดหูปิดตาไม่รับรู้ ไม่เข้าใจความจริง ความไม่เข้าใจนั้นก็จะทำให้เรามองสถานการณ์คลาดเคลื่อน ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหาหรือความทุกข์แก่เราเองได้ เช่นเกิดความโกรธ เกิดความเกลียด เห็นคนอื่นเป็นศัตรู หรือเรียกร้องสนับสนุนให้ใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใช้ความรุนแรง
เมื่อเรารับรู้เหตุการณ์แล้ว ไม่ปิดหูปิดตาตัวเองแล้ว เราก็ควรรู้จักปล่อยวางด้วย ตื่นเช้าขึ้นมาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ เปิดวิทยุ ดูโทรทัศน์ เรารับรู้ข่าวสารก็จริง แต่เมื่อถึงเวลากินข้าว ใจก็ควรอยู่กับการกินข้าว ไม่ควรกังวลกับเหตุการณ์บ้านเมือง ถึงเวลาไปทำงานใจก็อยู่กับการทำงาน ทำหน้าที่หรือทำกิจวัตรต่างๆ อย่างมีสติ ถ้าเราแบกเอาความเครียดความหงุดหงิดเอาไว้ในจิตใจไม่ยอมปล่อยวาง กินข้าวก็ไม่อร่อย ทำงานก็ไม่มีความสุข งานก็มีปัญหา กลับบ้านแทนที่จะให้เวลากับลูกก็ไปกังวลเรื่องการเมืองเลยไม่มีเวลาดูแลเขา มันก็เสียไปหมด อาตมาคิดว่าเราควรวางใจและวางตัวให้ถูกต้องจะได้ไม่เป็นทุกข์หรือร้อนรุ่มไปตามสถานการณ์ ขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้เรากลายเป็นตัวก่อปัญหาเสียเอง เพราะถ้าเราเครียดหงุดหงิด เราก็อาจระบายความเครียดใส่ลูก ใส่ครอบครัว ใส่เพื่อน เมื่อใจเราทุกข์ คนที่อยู่รอบตัวเราก็ทุกข์ไปด้วย ยิ่งกว่านั้นเราอาจทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเลวร้ายลง เช่นไปตะโกนด่าว่าผู้ชุมนุม เกิดการกระทบกระทั่งกัน ก็เดือดร้อนกันไปหมด อย่างน้อยก็ควรวางใจให้ถูกต้องถึงแม้เราจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเวลานี้เลยก็ตาม
พิธีกร ก่อนหน้าที่พระอาจารย์จะมาบวช อาจารย์ก็เคยเป็นนักต่อสู้ทางการเมืองมา แต่หลังจากบวชแล้วอยากทราบว่าพุทธศาสนาหรือว่าการได้เข้ามาบวช มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนมุมมองหรือทัศนะเรื่องการเมือง สังคมต่างไปจากเดิมอย่างไรบ้าง
พระไพศาล ที่จริงอาตมาไม่ได้เป็นนักต่อสู้ทางการเมือง เป็นแค่นักกิจกรรมมากกว่า เช่นทำค่ายอาสาพัฒนา ไปช่วยเด็กกำพร้า พาคนไปสัมผัสสลัมตั้งแต่เป็นนักเรียน ที่จริงตอนนั้นก็มีความสนใจทางการเมืองแล้ว และได้รับอิทธิพลความคิดจากสังคมนิยมมาทั้งก่อนและหลัง ๑๔ ตุลา แต่อาตมาก็หันมาสนใจพุทธศาสนาตั้งแต่ก่อนบวชแล้ว การมาสนใจพุทธศาสนาก็ทำให้เห็นคุณค่าของอหิงสธรรม เห็นคุณค่าของสันติวิธี การเป็นชาวพุทธทำให้อาตมาไม่เชื่อเรื่องความรุนแรง และเชื่อว่าสันติสุขจะได้มาก็ด้วยสันติวิธี
อาตมาสมาทานอหิงสธรรมมาตั้งแต่เป็นนักเรียนแล้ว ทำให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนพัฒนาตนควบคู่ไปกับการพยายามเปลี่ยนแปลงสังคม คือคนที่เป็นนักเคลื่อนไหวหรือนักกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง สังคม เศรษฐกิจก็ตาม ล้วนมีความใฝ่ฝันอยากให้สังคมดีขึ้น แต่พุทธศาสนาทำให้เราเห็นความสำคัญของการฝึกฝนพัฒนาตนด้วย ว่าถ้าเราไม่รู้จักฝึกฝนพัฒนาตน ไม่รู้จักลดละความเห็นแก่ตัว ไม่รู้จักลดละกิเลสหรืออัตตา สิ่งที่เราทำไปก็อาจกลายเป็นการก่อปัญหาแก่สังคม อีกทั้งยังทำให้เราทำงานอย่างมีความทุกข์ เรียกว่าเบียดเบียนตนด้วย
คนเราไม่ควรเบียดเบียนตนและเบียดเบียนผู้อื่น พุทธศาสนาทำให้เราเห็นความสำคัญของการไม่เบียดเบียนตนเบียดเบียนผู้อื่น ควรบำเพ็ญประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน บำเพ็ญประโยชน์ตนด้วยการทำสมาธิภาวนา มีสติมีปัญญา รู้จักปล่อยวาง ลดละความเห็นแก่ตัว ไม่ให้ความโกรธความเกลียดความกลัว รวมทั้งกิน กาม เกียรติ ครอบงำใจ ถ้าเราปล่อยให้กลัว เกลียด โกรธ กับ กิน กาม เกียรติ หรือ ๖ ก. มาครอบงำใจเรา เราก็จะเบียดเบียนคนอื่นได้ การทำเพื่อส่วนรวมก็จะกลายเป็นการทำเพื่อสนองกิเลสเราเองหรือทำให้สังคมแย่ลง อาตมาคิดว่าพุทธศาสนาได้ให้มุมมองและเปลี่ยนชีวิตตัวเองในแง่นี้
พิธีกร มีอีกส่วนหนึ่งที่เป็นที่น่าสงสัยของสังคมเหมือนกัน เพราะว่าปัจจุบันนี้ มีการเคลื่อนไหวทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็แล้วแต่ มักมีการนำเอาพุทธศาสนาเข้ามาโยงโดยเฉพาะเรื่องของการนำทางจิตวิญญาณก็มี แม้แต่เรื่องตัวบุคคลเอง พิธีกรรมเองมาเกี่ยวข้องหรือแม้แต่ยกเอาบางส่วนของพุทธศาสนามา เช่นเรื่องของกรรมว่าอีกฝ่ายทำกรรมไม่ดี เป็นฝ่ายเป็นอธรรม อีกฝ่ายทำกรรมดี เป็นฝ่ายธรรมะ เขาเอามาใช้ทั้งสองฝ่ายเลย พระอาจารย์มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไรหรือว่ามีจุดที่เป็นกลางอย่างไรครับ
พระไพศาล เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่นะ มีมาตั้งแต่สุโขทัย อยุธยาแล้ว เวลาคนไทยจะไปทำศึกสงครามกับพม่า หรือกับต่างเมืองก็อาศัยพิธีกรรมต่าง ๆ เช่นพรมน้ำมนต์ คล้องสายสิญจน์ รวมทั้งแจกวัตถุมงคล เพื่อเป็นกำลังใจและเพื่อความอยู่รอดปลอดภัย คนเราเชื่อเรื่องอะไรก็ตาม เช่นถ้าเชื่อพุทธานุภาพ ธรรมานุภาพ สังฆานุภาพ เราก็ปรารถนาให้อานุภาพเหล่านั้นปกป้องคุ้มครองเรา สมัยก่อนคนไทยไม่นิยมห้อยพระ จึงมีแต่ตะกรุดหรือยันต์ แต่สมัยนี้เรานิยมห้อยพระก็เพราะเหตุนี้ เวลาเราจะทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายก็อดไม่ได้ที่จะนึกสิ่งที่ตัวเองนับถือคือพระรัตนตรัย อันนี้อาตมาเห็นว่ามีมานานแล้ว แต่ก็อย่าไปคิดว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นหลักประกันให้เราอยู่ดีมีสุขหรือปลอดภัยได้ ที่จริงแล้วสิ่งเหล่านั้นไม่สำคัญเท่ากับธรรมะ ธรรมะก็คือศีล สมาธิ ปัญญา คือความถูกต้องนั่นเอง ถ้าเรายืนอยู่บนความถูกต้องคือ มีศีล มีธรรม ความถูกต้องจะปกปักรักษาเรา ธรรมหรือความถูกต้องมีอานุภาพมากกว่าพิธีกรรมหรือวัตถุมงคล
แต่คนไทยหรือที่ไหนก็ตามมักเข้าใจพุทธศาสนาแต่เพียงเปลือกคือเรื่องพิธีกรรมหรือวัตถุมงคล จึงอดไม่ได้ที่จะเอาสิ่งเหล่านี้มาใช้ เพื่อเป็นประโยชน์ให้ตัวเอง เช่นทำให้เกิดกำลังใจ ทำให้เกิดความรู้สึกฮึกเหิม เพราะคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะปกป้องได้ การทำเช่นนี้นอกจากจะไม่เกิดประโยชน์แก่ตัวเองเท่าที่ควรแล้ว ยังทำให้เข้าใจพุทธศาสนาผิดพลาดคลาดเคลื่อน คือไปคิดว่าพุทธศาสนาส่งเสริมการโค่นล้มทำร้ายกัน ที่จริงพุทธศาสนาเป็นศาสนาที่ส่งเสริมการทำดีไม่เบียดเบียนใคร ไม่ส่งเสริมให้เกิดความโกรธความเกลียดหรือการทำลายล้างกัน เราจึงควรนำพุทธศาสนามาเตือนใจให้หมั่นทำความดี เมื่อเราทำความดีแล้วก็จะเกิดความสุขไปเอง ความดีนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยศีล คือไม่เบียดเบียนใคร อย่างน้อยศีล ๕ ต้องทำให้ได้ คือไม่ทำร้ายใคร ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดปด ไม่ปล่อยข่าวลือ ไม่ใส่ร้ายใคร สุรายาเมาก็ต้องเลี่ยง ถ้ารักษาศีลได้อย่างนี้ ศีลนั้นก็จะปกปักรักษาเราให้ปลอดภัยได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ชาวพุทธเราควรเข้าใจ
พิธีกร อีกส่วนหนึ่งที่เป็นที่มองกันอยู่ว่าเรื่องของนักบวชเองหรือเรื่องของพระสงฆ์เอง ในเรี่องสถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้เข้าไปมีบทบาทพอสมควร อยากทราบว่าในทางปฏิบัติแล้วขอบเขตควรอยู่แค่ไหน มีพระธรรม พระวินัยกำหนดไว้ขนาดไหน
พระไพศาล จุดยืนของพระสงฆ์ควรเป็นไปเพื่อส่งเสริมธรรม เพื่อความถูกต้อง เพื่อสันติภาพ ไม่ควรเป็นไปเพื่อสร้างความโกรธความเกลียดหรือการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ถ้าพระจะเข้าไปเกี่ยวข้องกับการชุมนุมก็ทำได้ ถ้าไปเพื่อเตือนสติเขาไม่ให้วู่วามหุนหันพลันแล่น ไม่ให้โกรธ ไม่ให้เกลียด ให้ตั้งมั่นอยู่ในสันติวิธี ก็น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไปเพื่อเชียร์หรือเพื่อเป็นฝักฝ่ายกับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก็ไม่เหมาะสม เพราะว่าพระต้องเป็นกลางในความหมายว่าต้องอิงธรรมะเป็นหลัก ถ้าเราเป็นกลาง มั่นคงในธรรมะ เราก็สามารถชี้ผิดชี้ถูกได้ เราก็จะตักเตือนเขาได้ ถ้าพระเป็นฝักเป็นฝ่าย พระก็เสียความเป็นกลาง จะไปตักเตือนใครก็ทำได้ยาก และถ้าไปช่วยกระพือความโกรธความเกลียดให้แก่กันและกันก็ยิ่งไม่ถูก เพราะว่าสมณะแปลว่าความสงบ พระมีหน้าที่ส่งเสริมความสงบให้เกิดขึ้นในจิตใจและในสังคม อาตมาคิดว่าตอนนี้พระหลายรูปจับหลักไม่ชัด ไปเอาความรู้สึกส่วนตัวเป็นหลักมากกว่าจะอิงธรรมะ คืออิงความถูกใจมากกว่าความถูกต้อง อันนี้ไม่เป็นธรรมาธิปไตยแล้ว กลายเป็นอัตตาธิปไตย
พิธีกร ในส่วนของธรรมะก็เช่นเดียวกันนะครับ อย่างที่กราบเรียนถามไปตอนต้นแล้วมีการเอาบางส่วนมาแล้วมีการมองฝ่ายตรงข้ามเป็นอธรรมตัวเองเป็นธรรมะ ให้ข้อความนี้จะทำอย่างไรดีที่จะมองให้เป็นกลางและอีกส่วนหนึ่งคือพิธีกรรมบางอย่างซึ่ง อาจจะเคยเห็นที่ผ่านมามีการนำเอาบทสวดพระพุทธมนต์ เช่น บทสวดพระพุทธเจ้าชนะมารหรือพาหุงมาใช้สวดก่อนดำเนินการทางการเมือง อันนี้พูดถึงทั้งหลายฝ่ายด้วยกันนะครับ พระอาจารย์มีความเห็นเรื่องนี้อย่างไร
พระไพศาล เป็นธรรมดาคนเราเมื่อทำอะไรก็มักคิดตัวทำถูก แต่บางทีถูกใจมากกว่าถูกต้อง อันนี้เราก็ต้องจับหลักให้มั่น คือถึงแม้ว่าเราจะมีความมั่นใจว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกต้อง เป็นธรรมะ แต่ก็ต้องตรวจสอบอยู่เสมอ ตรวจสอบที่ไหน ก็ตรวจสอบที่ใจเรา ถ้าใจเรามีความโกรธความเกลียด โดยเฉพาะมองคนที่คิดไม่เหมือนเราว่าเป็นคนละฝ่ายหรือถึงกับเป็นศัตรู อันนี้แสดงว่าไม่ใช่ธรรมะแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ใช่พุทธธรรม เพราะว่าพุทธศาสนาสอนให้มีขันติธรรม ต้องมีความใจกว้างและต้องมีสิ่งที่เรียกว่า สัจจานุรักษ์ก็คือ การอนุรักษ์หรือการคุ้มครองสัจจะหมายความว่า เราไม่ผูกขาดความเป็นจริงว่าเราเท่านั้นที่เป็นฝ่ายถูก คนที่คิดไม่เหมือนเรา เห็นไม่เหมือนเราก็อาจจะถูกก็ได้ อันนี้เป็นความหมายของสัจจานุรักษ์คือความใจกว้างนั่นเอง
ธรรมะหมายถึงสิ่งที่ทำให้เกิดความเป็นปกติในจิตใจ ถ้าจิตใจเราไม่เป็นปกติ คือเราเห็นคนอื่นที่คิดต่างจากเราเป็นคนละพวก มองเขาเป็นศัตรูเป็นปรปักษ์ และรู้สึกโกรธเกลียดหรือพยาบาทเขา สิ่งนี้จะทำให้จิตใจเราไม่ปกติ และเมื่อไม่ปกติก็จะคลาดเคลื่อนจากธรรมะ แม้เราจะอ้างว่าเราทำเพื่อพระศาสนา แต่ถ้าเราใช้ความรุนแรงทำกับอีกฝ่ายหนึ่ง ใช้วิธีการที่เป็นอธรรม แม้จะทำไปเพื่อปกป้องธรรมะ แต่สิ่งที่เราทำมันก็จะกลายเป็นอธรรมได้ อธรรมหมายถึงการที่จิตเราคลาดเคลื่อนจากปกติและนำไปสู่การพูดการกระทำที่ไร้ศีล อาตมาคิดว่าตัวชี้วัดตัวหนึ่งว่าเราคลาดเคลื่อนจากธรรมะคือความโกรธความเกลียดต่อคนที่เขาคิดไม่เหมือนเรา หรือมองเขาเป็นศัตรู เป็นคนละพวกกับเรา ถ้าคิดแบบนี้ก็เป็นสัญญาณเตือนว่าเรากำลังเคลื่อนออกจากธรรมะแล้ว ต้องมีสติพาจิตกลับมาสู่ความปกติ
คนที่คิดไม่เหมือนกับเราก็ไม่จำต้องเป็นศัตรูหรือเป็นคนชั่วก็ได้ เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นคนอื่นเป็นคนชั่ว ที่จะต้องจัดการด้วยวิธีการใดก็ได้ ขอให้ระวังว่าเราอาจจะกลายเป็นคนชั่วเสียเอง เพราะว่าเส้นแบ่งระหว่างความดีกับความชั่วมันไม่ได้อยู่นอกใจเรา มันอยู่ในใจเรา ถ้าเราเผลอเมื่อไร สิ่งที่เราทำในนามของความดีอาจจะผลักให้เราไปทำชั่วก็ได้ เช่นเราเห็นเขาไม่ดีก็เลยจัดการด้วยวิธีที่ไม่ถูกต้อง เช่น ใส่ร้ายเขา หรือฆ่าเขา อันนี้ไม่ถูก ก็เหมือนกับตำรวจที่วิสามัญฆาตกรรมผู้ร้าย ทั้งที่เขายอมให้จับกุมแล้ว ตำรวจมีหน้าที่รักษากฎหมาย แต่ถ้าไปฆ่าโจรที่ยอมแพ้แล้ว แม้จะอ้างว่าเพื่อรักษากฎหมาย แต่การทำเช่นนั้นก็ทำให้ตำรวจผู้นั้นไม่ต่างจากผู้ร้าย เพราะกลายเป็นผู้ละเมิดกฎหมายเสียเอง
ถึงแม้ว่าเราจะทำในนามของความดี ความถูกต้อง แต่ถ้าวิธีการไม่ดี ไม่ถูกต้อง ไม่เป็นธรรมหรือไม่ตรงตามหลักกฎหมาย ก็จะเป็นดีไปไม่ได้ ตรงนี้เราต้องระวัง อย่าไปถลำตกอยู่ในความโกรธความเกลียดจนเห็นคนอื่นเป็นศัตรูและคิดว่าจะทำอย่างไรกับเขาก็ได้ ไม่ใช่อย่างนั้น
>> อ่านต่อหน้า 2
