- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
เลือดและสันติวิธี โดย อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์
มติชนสุดสัปดาห์ ๒๖ มี.ค. – ๑ เม.ย. ๕๓ ฉบับที่ ๑๕๔๕
ในเกือบทุกวัฒนธรรม เลือดเป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต นั่นคือเหตุผลที่เลือดเป็นสิ่งสำคัญสุดในการบูชายัญ เพราะต้องการมอบพลังชีวิตแก่เทพหรือผี สีแดงเป็นสีมงคลเพราะเป็นสีแห่งพลังชีวิต ภาพเขียนก่อนประวัติศาสตร์มักใช้สีแดง เพราะภาพเขียนเหล่านั้นเป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมเพื่อพลังชีวิตฯลฯ แต่ในขณะเดียวกัน เลือดก็เป็นสัญลักษณ์ของความรุนแรง ที่พูดในภาษาไทยคือ “ เลือดตกยางออก” หรือ “เลือดต้องล้างด้วยเลือด” เพราะการเสียเลือดคือการเสียพลังชีวิตออกไป บางคนเห็นเลือดโดยเฉพาะของตนเองแล้ว แทบจะลมจับ เพราะรู้สึกพลังชีวิตกำลังไหลออกไปจากร่างกาย ฉะนั้นอย่างน้อยก็ในความนึกคิด การเสียเลือดจึงเป็นการทำร้ายตัวเองไม่น้อยเลยทีเดียว
ผมคิดถึงเรื่องนี้ ด้วยเหตุที่พยายามจะทำความเข้าใจกับการบริจาคเลือดเพื่อไปเททิ้งของคนเสื้อแดง ผู้นำบอกชัดเจนว่าเอาเลือดไปเท เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า นายกรัฐมนตรีจะบริหารบ้านเมืองได้ก็ต้องฟันฝ่าหรือข้ามเลือดของคนเสื้อแดงเข้าไปทำเนียบ ความรุนแรงเชิงสัญลักษณ์กลับกลายเป็นของนายกฯไม่ใช่คนเสื้อแดง
ฝ่ายรัฐหรือฝ่ายเชียร์รัฐก็พยายามทำลายความหมายของเลือด ที่เป็นตัวแทนของความเจ็บปวด, ความเสียสละ และการถูกกดขี่ให้กลายเป็นเลือดเฉยๆ โดยการเตือนว่าเลือดอาจแพร่เชื้อโรคร้ายได้ และถึงจะล้างลงท่อน้ำทิ้งก็อาจแพร่ถึงคนที่แอบเชียร์เสื้อแดงในกรุงเทพฯ ฉะนั้น ก่อนจะล้างเลือดทิ้ง จึงต้องราดน้ำยาฆ่าเชื้อเสียก่อน
ผมออกจะแปลกใจว่า เหตุใดความกังวลในเรื่องนี้จึงไม่ค่อยปรากฏบ้าง เวลาทหารยิงประชาชนในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือ 6 ตุลา หรือ 14 ตุลา แต่คิดอีกทีก็ไม่น่าแปลกใจอะไรเพราะนี่เป็นสงครามสัญลักษณ์ ต่างฝ่ายต่างมุ่งสร้างความหมายที่จะทำลายความหมายของปรปักษ์ คนที่มีชื่อด้านสันติศึกษาหลายคนก็ออกมาให้ความเห็นว่า การกระทำของคนเสื้อแดงในครั้งนี้ยังถือว่า เป็นสันติวิธีอยู่ แต่ก็คงเป็นสันติวิธีแปลกๆอยู่สักหน่อยนะครับ เพราะวิธีแห่งสันติครั้งนี้ใช้สัญลักษณ์ของความรุนแรง
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้สงสัยว่าเป็นหรือไม่เป็นสันติวิธี แต่สงสัยว่าจะมีความหมายในวัฒนธรรมไทยหรือไม่? การทำร้ายตัวเอง เช่นเอาพลังชีวิตออกจากร่างกาย มีความหมายอย่างไรในวัฒนธรรมไทย ผมนึกไม่ออกครับ ในอินเดียฝั่งตะวันตกโดยเฉพาะในแคว้นคุชราต การทำร้ายตัวเอง เช่น อดข้าว มีความหมายในทางวัฒนธรรมคือเป็นการประกาศว่าตัวไม่ได้รับความเป็นธรรมจากบุคคล (หรือองค์กรหรือสถาบัน) และพึงกระทำเป็นสาธารณะ เพื่อให้ผู้ที่ปฏิบัติไม่เป็นธรรมได้รับความอับอายจากคนอื่นๆ
ในสหรัฐหากจะต่อสู้กับคนอื่นด้วยการทำร้ายตนเอง คนอเมริกันจะเผ่นหนีไปเลย ไม่มีใครยอมเป็นพวก ก็ผู้นำอ่อนแอไม่ได้ในวัฒนธรรมอเมริกันนี่ครับ จะสู้กับเขาแล้วมาทำตัวอ่อนแอ ใครจะไปเดินตามเล่า วัฒนธรรมให้ความหมายแก่การทำร้ายตัวเองอย่างไร? ผมตอบไม่ได้ แต่ออกจะสงสัยว่าไม่มีความหมายใดๆ นอกจากเป็นการกระทำของเด็กๆไร้เดียงสาเท่านั้น
ถึงกระนั้น ก็ต้องยอมรับว่า การบริจาคเลือดเป็นเรื่องใหญ่ในวัฒนธรรมไทยนะครับ ถือเป็นอย่างหนึ่งของอัชฌิตติกทาน คือให้ของที่มาจากภายใน คู่กับการให้ของที่มาจากภายนอก (ซึ่งทำได้ง่ายกว่า) จึงเป็นบารมีอันยิ่งใหญ่ไม่น้อย ด้วยเหตุดังนั้น แทนที่จะเอาไปเทหน้าทำเนียบซึ่งไร้ความหมายในทางวัฒนธรรม ผมคิดว่าระดมกันบริจาคโลหิตให้สภากาชาดและโรงพยาบาลต่างๆทั่วกรุงเทพฯ ดีกว่า เพราะมีความหมายทางวัฒนธรรมด้วย และน่าจะประทับใจคนไทยได้มากกว่า
ส่วนเหตุผลในการบริจาคโลหิตกันยกใหญ่นั้น ก็คือระบบการเมืองที่เรามีอยู่เวลานี้ (ซึ่งจะเรียกว่าอมาตยาธิปไตยหรือะไรก็ตามที) ทำให้คนไทยต้องเสียเลือดเสียเนื้ออยู่ตลอดเวลา เสียโดยตรงหรือเสียโดยอ้อมเช่นกินไม่อิ่มนอนไม่หลับก็ตาม ดังนั้น คนเสื้อแดงซึ่งพอมีแรงอยู่บ้างจึงขอบริจาคโลหิตเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็น แก่คนทุกคน ไม่ว่าจะสวมเสื้อสีใด และไม่ว่าจะยืนอยู่จุดใดในการเมือง เพราะคนเสื้อแดงไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร แต่เป็นศัตรูกับระบบต่างหาก
นี่แหละครับสันติวิธีที่แท้จริง คือทำให้ทุกคนไม่ว่าจะเป็นศัตรูหรือมิตรได้สิ่งที่ดีไปเหมือนๆกัน ไม่แบ่งแยกเป็นเขาเป็นเรางามดังจิตของพระโพธิสัตว์ และด้วยเหตุดังนั้น จึงทำร้ายใครไม่ลง นอกจากทำร้ายตัวเองเพื่อให้ความดีงามปรากฏขึ้นในโลก
เรื่องสันติวิธีกลายเป็นทางเลือกที่ขาดมิได้ของกลุ่มเสื้อแดงทั้งแผ่นดินไปเสียแล้ว เพราะกลุ่มของ เสธ.แดง และคุณสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ประกาศต่อสาธารณะไปเรียบร้อยแล้วว่า ไม่เห็นด้วยกับวิธีที่ไม่ใช้ความรุนแรง เพราะไม่มีทางนำไปสู่ความสำเร็จได้ (แต่ทำไมไม่พูดกันเอง และทำไมไม่พูดในจังหวะอื่น กลับพูดต่อสาธารณะ ในช่วงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มอย่างนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน)
ดังนั้นไม่ว่าแกนนำ “แดงทั้งแผ่นดิน” จะจริงใจหรือไม่จริงใจต่อสันติวิธีก็ตาม ท่านเหล่านั้นก็ไม่มีทางเลือกอื่นเสียแล้ว หันกลับไปใช้ความรุนแรง ก็เท่ากับยอมเป็นลูกน้องของเสธ. แดง คือต้องเปลี่ยนแกนนำอย่างที่คุณสุรชัยแนะเอาไว้ ไหนๆก็ต้องเป็นแนวทางสันติวิธีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ผมจึงขอกราบเรียนอะไรเกี่ยวกับสันติวิธีเอาไว้สักเล็กน้อย
สันติวิธีนั้น เป็นการต่อสู้ที่มีพลังสูงมาก และจากสถิติการต่อสู้ด้วยแนวทางนี้เท่าที่มีมา พบว่าสูญเสียน้อยกว่าการต่อสู้ด้วยความรุนแรงอย่างมาก
แต่สันติวิธีเป็นมากกว่า “วิธี” กล่าวคือไม่ใช่แค่ไม่ใช้ความรุนแรงในการต่อสู้ แต่เป้าหมายเองก็ต้องสันติด้วยเหมือนดัน คานธีไม่ได้หวังว่าเมื่ออินเดียเป็นเอกราชแล้วอังกฤษจะล่มจมย่อยยับ ตรงกันข้าม ท่านพยายามชี้แจงให้คนงานทอผ้าที่แมนเชสเตอร์เห็นว่า อินเดียที่เป็นเอกราชนั่นแหละ จะเป็นตลาดที่ดีของผ้าอังกฤษเสียยิ่งกว่าอินเดียที่เป็นอาณานิคมเสียอีก
คานธีคิดว่า การกดขี่อินเดียทำร้ายอังกฤษไม่น้อยไปกว่าทำร้ายอินเดีย การกอบกู้อินเดียให้เป็นเอกราชคือการกอบกู้ศีลธรรมของอังกฤษไปพร้อมกัน ในทัศนะของคานธี การตกต่ำทางศีลธรรมนั้นเลวร้ายเสียยิ่งกว่าการตกเป็นอาณานิคมเสียอีก
พูดง่าย ๆ ก็คือ คานธีรักคนอังกฤษไม่น้อยไปกว่าคนอินเดีย
แกนนำของ “แดงทั้งแผ่นดิน” ต้องกลับมาทบทวนเป้าหมายของตนใหม่ หากเชื่อว่าคุณทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบ ก็ขอให้มองให้กว้างขึ้นไปกว่านั้นอีกว่า ศัตรูของคุณทักษิณ ก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากระบบเหมือนกัน คนที่คุณทักษิณชอบเรียกว่าหัวหน้า “อำมาตย์” นั้น ที่จริงคือคนแก่คนหนึ่ง ซึ่งแทนที่จะได้อยู่กินหลับนอนอย่างคนอายุปูนนั้น ได้มีโอกาสปล่อยวางและมีชีวิตอยู่ท่ามกลางไมตรีจิตรของคนไทยทั่วไป กลับต้องอยู่หลบ ๆ ซ่อน ๆ วางระยะห่างของตนเองให้ไกลไปจากสังคม เพราะไม่เคยรู้ว่าคนธรรมดาเขาเป็นกันอย่างไร
…
มีคนที่น่าสงสาร น่าเห็นใจ ทั้งในหมู่คนที่เชียร์คุณทักษิณ และเป็นศัตรูกับคุณทักษิณอีกมากมาย ที่ควรได้รับความเป็นธรรมจากระบบ
คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็น่าเห็นใจนะครับ ไหนจะต้องแบกรัฐบาล ไหนจะต้องแบกพรรคประชาธิปัตย์ ไหนจะต้องแบกทหาร แบกพันธมิตรฯ และแบกอะไรต่อมิอะไร เสียจนกระทั่งตัวคุณอภิสิทธิ์จริง ๆ ที่หลายคนเคยคาดหวังไว้หายไปไหนก็ไม่รู้ ได้เป็นนายกฯ หนนี้แล้ว จะได้เป็นอีกหรือไม่ก็ยากที่จะเดา ทั้งที่อายุยังน้อยอยู่แท้ ๆ
ถ้าไม่มีระบบ (ที่พวกท่านเรียกว่าอำมาตยาธิปไตย) เสียอย่างเดียว คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่ต้องเดือดร้อนถึงเพียงนี้
สรุปก็คือ “เสื้อแดงทั้งแผ่นดิน” ต้องต่อสู้เพื่อสันติของทุกฝ่าย สันติไม่เป็นเพียงยุทธวิธี แต่เป็นเป้าหมายหลักของการต่อสู้ ยุทธวิธีเฉย ๆ ก่อให้เกิดการกระทำที่ไร้ความหมาย และยังเสี่ยงที่แปรผันหรือถูกบิดเบือนให้กลายเป็นความรุนแรงได้ง่ายด้วย
แต่สันติวิธีที่เป็นยุทธวิธีและเป็นเป้าหมาย เป็นเรื่องที่ต้องฝึกปรือและเรียนรู้เผยแพร่กันให้เข้มข้น อย่าลืมเป็นอันขาดว่าวัฒนธรรมของมนุษย์สอนให้เราเห็นความรุนแรงเป็นวิธี จัดการปัญหาเสียจนแทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติมนุษย์ไปเสียแล้ว
แม้แต่ขบวนการอหิงสาของคานธี ก็ต้องเผชิญกับการแปรผันไปสู่ความรุนแรงอยู่บ่อย ๆ
การชุมนุม และวิทยุชุมชน เป็นเครื่องมืออย่างดีที่จะแบ่งปันประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับสันติวิธี ชี้ให้เห็นว่าระบบที่ไม่เป็นธรรมนั้น สร้างความทุกข์แก่คนทั้งหมดอย่างไร แม้แต่ผู้ที่กระทำความไม่เป็นธรรมแก่ผู้อื่น ก็เป็นหยื่อของระบบนั้นเหมือนกัน
อย่างน้อยก็น่าจะได้ผลดีกว่าการระบายอารมณ์โกรธ.
นิธิ เอียวศรีวงศ์

