- ล้อมวงเข้ามา : คุยกับ ‘นิธิ เอียวศรีวงศ์’ ในวัน ‘เสื้อแดง’ พ่าย
- ฝันกลางไฟ ร่วมดับไฟกลางเมือง
- สัมโมทนียกถาแก่ผู้ร่วมธรรมยาตราเพื่อสังคมสันติสุข
- คนค้นฅนตอนพิเศษ ฟังพระไพศาล วิสาโล ....การก้าวไปข้างหน้า
ดูรายการย้อนหลัง
อ่านบทสัมภาษณ์ - ทวิภพในสมมติของเอกภพ
- The path to social and inner happiness
- All Thais need to share country's future
- ยุติด้วยธรรม และการแ้ก้ปัญหาที่รากเหง้า
- อานุภาพของเส้นแบ่ง - พระไพศาล วิสาโล
- ข้อแนะนำในการปฏิบัติตัวเมื่อเข้าสู่สถานการณ์ความรุนแรงจากการเผชิญหน้า
- เสียงจากผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์การระเบิดที่ถนนสีลม เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน
- **ภาค ๓ "เสียง" จากเพื่อนร่วมเหตุการณ์วันที่สิบเมษา : ผู้บาดเจ็บที่ยังคงอยู่ในโรงพยาบาล
- อบรมอาสาสมัครสันติวิธี ๒๓ เมษายน ๒๕๕๓
- The real enemy - Phra Paisal Visalo
ทักษิณเป็นผลหรือเป็นเหตุ
ประเวศ วะสี
“เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นเพราะทักษิณคนเดียว” หลายคนมีความเห็นอย่างนี้ ว่าทักษิณเป็นต้นตอของความเลวร้ายทั้งปวง แต่ก็มีคนเห็นต่าง เมื่อวันที่ ๒ มีนาคมที่ผ่านมา การประชุมเวที “ปฏิรูปประเทศไทย” ได้เชิญ ดร.ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ประธานคณะทำงานยุทธศาสตร์สันติวิธีมาพูดเรื่อง “สีของสันติวิธี” ตอนหนึ่งอาจารย์ชัยวัฒน์พูดว่า
“ทักษิณเป็นผล ไม่ใช่เหตุ”
การคิดในเชิงเหตุปัจจัยเป็นธรรมะ ในทางพุทธคิดถึง ความเป็นกระแสของเหตุปัจจัย อันไม่มีที่สิ้นสุดที่เรียกว่าอิทัปปัจจยตาโดยหลักที่ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอย ๆ โดยไม่มีเหตุปัจจัย ทุกอย่างเป็นกระแสของเหตุปัจัยว่า...นี้ทำให้เกิดนี้-นี้ทำให้เกิดนี้-นี้ทำให้เกิดนี้... ถอยหลังไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และเดินหน้าต่อไปอย่างไม่มีจุดจบ ผลของอย่างหนึ่งก็เป็นเหตุของอย่างอื่น ๆ ต่อไป
ฉะนั้นจะว่าอะไรเป็นเหตุอะไรเป็นผลก็สุดแต่จะจับส่วนไหนของกระแสแห่งเหตุปัจจัยอันไม่มีที่สิ้นสุดขึ้นมาพิจารณา ไม่มีผิดไม่มีถูกฉะนั้นโดยนัยนี้ ทักษิณเป็นทั้งเหตุและเป็นทั้งผล ส่วนที่ทักษิณเป็นเหตุนั้นมีการพูดกันมาก แต่ส่วนที่ทักษิณเป็นผลนั้นพูดกันน้อย
ทักษิณไม่สามารถเกิดขึ้นได้ลอย ๆ ต้องมีเหตุให้เกิดเป็นผลทักษิณ
ถ้าว่าทักษิณเป็นเหตุให้มีอะไร ๆ ตามมามาก เหตุที่ทำให้เกิดทักษิณก็คงมากพอ ๆ กัน หรือใหญ่กว่า ถ้าเหตุยังอยู่แม้ทำลายทักษิณได้ ก็ยังไม่ใช่การแก้ที่เหตุ ประเด็นใหญ่จึงไม่ใช่เอาหรือไม่เอาทักษิณ แบบจะฆ่าฟันกันอยู่รอมร่อ แต่ต้องไปเลยทักษิณ จึงจะหาจุดลงตัวของสังคมไทยได้
การคิดแบบว่าจะเอาหรือไม่เอาทักษิณ เป็นการคิดแบบแยกส่วน
การคิดแบบตายตัว แยกส่วนจะนำไปสู่ความสุดโต่ง ขัดแย้งรุนแรงไม่ใช่การคิดแบบมัชฌิมาปฏิปทา การคิดแบบมัชฌิมาปฏิปทาคือการคิดแบบความเป็นกระแสของเหตุปัจจัยหนุนเนื่องดังกล่าว
คนไทยคิดแบบตายตัว แยกส่วน สุดโต่ง มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงขัดแย้งรุนแรงมากขึ้น ๆ จนมาถึง ณ จุดนี้ ในสงครามมหาภารตะที่เรียกว่ามหาภารตะยุทธนั้น ญาติพี่น้องครูบาอาจารย์ศิษย์อยู่ในทั้ง ๒ ฝ่าย ที่กำลังจะเข้าทำสัประยุทธกัน ในเหตุการณ์ประดุจมหาสยามยุทธที่พี่น้องคนไทย ตั้งท่าจะทำสัประยุทธกัน คงจะต้องคำถามว่า “เราจะรบกันเพื่ออะไร”
ฝ่ายที่ตอบคำถามได้ชอบธรรมจะชนะ
ฝ่ายที่ใช้ความรุนแรงจะหมดความชอบธรรม ถ้าเป้าหมายอยู่ที่ทักษิณพลังจะอ่อน ถ้าเป้าหมายสูงเลยทักษิณจะมีความชอบธรรมและพลังมาก
สาเหตุของการเกิดมีทักษิณในสังคมไทยคือการขาดความเป็นธรรม
เป้าหมายสูงของการต่อสู้คือการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่การเป็นสังคมที่มีความเป็นธรรม สังคมไทยขาดความเป็นธรรมทุกด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย การเมืองการปกครอง
การเมืองการปกครองที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางและข้างบน คือต้นตอของปัญหาทั้งปวง ประเทศมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมไปตามชุมชนและท้องถิ่นต่าง ๆ และมีความซับซ้อนสุดประมาณ ระบบรวมศูนย์อำนาจไม่สามารถรองรับความหลากหลายทางวัฒนธรรมและความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ได้ ทำให้เกิดความขัดแย้งอยู่ทั่วไปรวมทั้งความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ระบบรวมศูนย์อำนาจเป็นต้นเหตุของคอร์รัปชั่น ลองไปอ่านประวัติศาสตร์ของสวิตเซอร์แลนด์ดูย้อนหลังไปเมื่อประเทศยังปกครองด้วยการรวมศูนย์เต็มไปด้วยความฉ้อฉลคอร์รัปชั่น ลัทธิเกื้อหนุนญาติมิตร ต่อมามีการกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึง ประเทศของเขาเล็กกว่าเรามากมีประชากรเพียง ๖ ล้านคนเท่านั้นเอง แต่เขามีกระจายการปกครองท้องถิ่นออกเป็นกว่า ๒๐ แคนตอน ประชาชนสามารถเข้ามามีส่วนในการตัดสินใจและควบคุมการปกครองได้โดยตรง คอร์รัปชั่นและระบบเกื้อหนุนญาติก็หมดไป
การปกครองรวมศูนย์เชื้อเชิญให้นายทุนอยากลงทุนเข้ามามีอำนาจทางการเมือง เพราะถ้าได้อำนาจทางการเมืองก็กินรวบหมดทั้งประเทศ เมื่อกินรวบก็เกิดความไม่ถูกต้องต่าง ๆ นานาตามมา นอกจากนั้นการรวมศูนย์อำนาจทำให้ทำรัฐประหารได้ง่าย ฉะนั้นจึงเกิดวงจรอุบาทว์ “นักการเมืองโกงกิน-รัฐประหาร “ สลับไปสลับมา โดยแก้ปัญหาไม่ได้
ถ้ามีการกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึง ก็ไม่มีนายทุนที่ไหนจะอยากลงทุนมามีอำนาจทางการเมืองเพราะมันไม่คุ้ม และการรัฐประหารทำไม่ได้เพราะไม่รู้จะไปยึดอำนาจตรงไหน เนื่องจากอำนาจมันกระจายไปอยู่ในส่วนต่าง ๆ ของประเทศหมดแล้ว ดูอย่างอินเดียเขายังมีความยากจนอยู่มาก แต่มีการกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึง ประชาธิปไตยอินเดียไม่เคยถูกฆ่าตัดตอนด้วยการทำรัฐประหารเลย เพราะมันทำไม่ได้
ถึงเวลาที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้พ้นวงจรอุบาทว์ “นักการเมืองคอร์รับชั่น – กองทัพทำรัฐประหาร” โดยการกระจายอำนาจไปอย่างทั่วถึงให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตัวเอง ประชาชนสามารถรวมตัวกันอย่างทั่วถึงให้ชุมชนท้องถิ่นปกครองตัวเอง ประชาชนสามารถรวมตัวกันอย่างหลากหลายเพื่อกิจการบ้านเมืองที่เรียกว่ามีความเป็นประชาสังคม เพื่อสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ สังคม กฎหมาย
ตามปรกติการปฏิรูปเพื่อความเป็นธรรมเกิดขึ้นได้ยาก เพราะผู้มีอำนาจและความมั่งคั่งในระบบเดิมอยากจะรักษาระบบเดิมเอาไว้ แต่ระบบเดิมก็ผลิตความไม่ถูกต้องต่าง ๆ ออกมาทำให้ประเทศวิกฤตและเกิดความรุนแรงเช่นสงครามกลางเมืองหรือการปฏิวัติ
ยามที่วิกฤตจนไม่มีทางออก ก็เป็นโอกาสของการเปลี่ยนแปลงด้วยสันติวิธีถ้าเรามีจิตสำนึก คนไทยไม่ควรจะต้องมาฆ่าแกงกันขนานใหญ่ แต่ควรจะตกลงกันด้วยสันติวิธีว่าเราจะร่วมกันสร้างความเป็นธรรมทางการเมืองการปกครอง ทางเศรษฐกิจ ทางสังคม ทางกฎหมาย
ความขัดแย้งทุกชนิด ไม่ว่าจะรุนแรงแค่ไหน ในที่สุดจะจบลงด้วยการเจรจา หากจะมีการเจรจากัน ไม่ว่าจะก่อนเกิดความรุนแรงหรือเกิดความรุนแรงไปแล้ว ควรจะมีข้อตกลงร่วมกันที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ความเป็นธรรม
หากตกลงกันได้ ก็สร้างกลไกร่วมที่ทุกฝ่ายเข้ามาร่วมมือกันเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไปสู่ความเป็นธรรม ประเทศไทยจะไปสู่จุดลงตัวใหม่ที่สันติประชาธรรม
